sodaisy95

🧸🎈 · @sodaisy95

16th Jun 2019 from TwitLonger

(os) i'm your boy #ดซชานแบค






i'm your boy
chanyeol x baekhyun
#ดซชานแบค



“เฮ้อ...”

แบคฮยอนมองล็อกเกอร์ของตัวเองที่ไม่มีอะไรอยู่เลยทั้งที่ในโทรศัพท์มีข้อความจากคยองซูว่าเอาขนมปังไส้กรอกมาใส่เอาไว้ให้ตั้งแต่ตอนก่อนเข้าเรียนเพราะวันนี้มาสายเลยไม่ได้ให้กันต่อหน้า แต่มันกลับไม่อยู่ตรงนี้ทั้งที่ควรจะอยู่แท้ ๆ

เสียงถอนหายใจดังขึ้นเพราะว่าเขารู้ รู้ดีเลยล่ะว่าใครเป็นคนเอาไป เขาไม่เคยแปลกใจเลยเมื่ออะไรที่ควรอยู่มันไม่อยู่ แต่อะไรที่ไม่ควรอยู่มันกลับมาอยู่ในนี้ นอกจากเขา เซฮุน และคยองซู ก็ยังมีอีกคนหนึ่งที่รู้รหัสล็อกเกอร์เขาทั้งที่ไม่เคยบอกเลยสักครั้ง คนที่ตอนนี้คงจะอยู่สนามบาส เล่นกีฬากันตั้งแต่เที่ยงวัน ทั้งที่กีฬาแบบนี้มันควรจะเล่นกันหลังเลิกเรียนไม่ใช่หรือ

แต่มันก็ไม่ใช่กงการอะไรของเขาหรอก สิ่งที่ต้องทำก็คงมีเพียงไปเอาขนมปังไส้กรอกของคยองซูคืนเท่านั้น

เขาเดินออกจากตึกเรียนเพื่อตรงไปยังสนามบาส ที่ที่ผู้ชายตัวสูง ๆ ชอบไปวิ่งไล่ลูกกลม ๆ กันอยู่ตรงนั้น ความจริงแล้วเขาก็อยากเล่นบ้าง แต่ก็ได้รู้ว่ามันไม่เหมาะกับเขาเท่าไหร่นักเมื่อได้ลองเล่นดูครั้งแรก เซฮุนก็บอกว่าเขากับไอ้บาสเกตบอลนี่มันไปกันไม่ได้เลย สิ่งที่เขากับโอเซฮุนทำเลยกลายเป็นการเข้าเกมเซ็นเตอร์ ไปเล่นชู้ตบาสเพื่อแข่งแต้มกันแทน

“ไอ้ชาน!” เขายังไม่ทันเดินไปถึงขอบสนาม เสียงเรียกของคนที่อยู่ในสนามก็ทำให้คนที่กำลังวิ่งไล่ลูกบอลอยู่ชะงักไป “แบคฮยอนมา!”

“ไอ้ไค มาต่อกู!”

“กูเพิ่งพัก!”

“เถอะหน่า!” ชานยอลหันไปบอกเพื่อนก่อนจะเดินออกจากสนามเพื่อเดินมาหาเขาที่เมื่อได้ยินชื่อของตัวเองแบบนั้นก็ตัดสินใจยืนอยู่ตรงนี้ ไม่ได้เดินเข้าไปใกล้ในส่วนที่เป็นสนามบาสมากกว่านี้แล้ว “มีไร?”

“...”

“ฉันไม่ได้ว่างมายืนฟังนายเงียบนะ”

“ขนมปังไส้กรอกที่นายเอาไป...คยองซูเป็นคนเอามาใส่ไว้ให้” เขาพูดกับคนที่ดูหงุดหงิดทุกครั้งที่ต้องคุยกับเขา ทั้งที่เป็นคนเอาของเขาไปแท้ ๆ เชียว “เพื่อนอยากให้ฉันลองชิมดู”

“...”

“ขอคืนได้ไหม?”

“ฉันกินไปแล้ว” ชานยอลพูดเหมือนว่ามันไม่ได้ผิดอะไร “ก็ฉันไม่รู้นี่”

พอได้ยินแบบนี้ แบคฮยอนก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี คำว่าไม่รู้มันควรจะเป็นสิ่งที่นำมาใช้เป็นเหตุผลกับเขาเหรอ นั่นมันขนมปังของเขา ของที่เพื่อนเขาทำมาให้ ทำไมถึงมาบอกว่ากินไปแล้ว แล้วยังมาพูดอีกว่าไม่รู้ ทำไมถึงพูดแบบนี้ออกมาได้ล่ะ

สุดท้ายเขาก็เดินกลับหลัง ก้าวเท้าให้เร็วที่สุดเพื่อกลับขึ้นห้องเรียนของตัวเอง แบคฮยอนรู้สึกโกรธแต่เขาจะไม่พูดอะไรออกไป เขาจะข่มใจตัวเองเอาไว้แล้วจะเอามันไปพูดกับเซฮุนที่ตอนนี้คงอยู่กับคยองซู ไม่อยากบอกให้เพื่อนรู้เลยว่าเขาไม่ได้กินขนมปังฝีมือเพื่อน เพราะมีคนนิสัยไม่ดีมาเอามันไปจากล็อกเกอร์ของเขา

มีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้เนี่ย...

“หน้าบึ้งมาเชียว” โอเซฮุนหัวเราะเขา “เป็นอะไร?”

“ไม่เป็นไรนะ” คยองซูก็ยิ้มเหมือนกัน “เดี๋ยววันหลังทำมาให้ใหม่”

“นายรู้เหรอ?”

“ก็พอจะเดาได้นะ มันจะไปมีใคร แถมเดินกลับมาตัวเปล่าอีกต่างหาก”

“นี่มันน่าโมโหนะ” แบคฮยอนนั่งลงบนเก้าอี้ของตัวเอง “บอกว่ากินไปแล้ว แล้วก็ตอบว่าก็ไม่รู้นี่ ตอบแบบนี้ได้ยังไง...”

“แล้วอร่อยไหม ได้ถามมารึเปล่า?”

“เปล่า...” เขาตอบคยองซู “ฉันเสียใจนะ มันเป็นของฉันนี่หน่า”

“ไม่เป็นไรนะ เอาไว้ทำมาให้ใหม่”

ไม่ชอบเลย...

คนนิสัยไม่ดี











เช้าวันต่อมาที่แบคฮยอนเปิดล็อกเกอร์เพื่อเปลี่ยนรองเท้ารวมถึงเก็บของจำพวกร่มเอาไว้ด้วย เขากลับเจอถุงขนมปังไส้กรอกแพ็คใหญ่ของร้าน monsier ที่เขาชอบวางอยู่ในนั้น

ไม่ต้องคิดเลยว่าใครเอามาใส่ ตัดโอเซฮุนออกเพราะมันไม่เคยซื้ออะไรให้เขา คยองซูก็เน้นทำไม่เน้นซื้อ เหลือเพียงแต่คนที่ขโมยขนมปังของเขา แต่นี่มันแทนกันไม่ได้เสียหน่อย แบคฮยอนจะไม่ยอมรับมัน คนที่เอาของของคนอื่นไปแบบนั้น หาอะไรมาแทนได้ แต่เอาความรู้สึกมาแทนไม่ได้หรอก นี่มันเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นไม่ได้เลย

เขาหยิบขนมปังไส้กรอกถุงใหญ่ออกมาจากล็อกเกอร์ เลือกที่จะขึ้นบันไดทางซ้ายเพราะมันจะทำให้ถึงห้องซีก่อน ตั้งใจว่าจะเอามันไปวางไว้ที่โต๊ะหลังสุดริมหน้าต่าง เอาไปคืนคนที่ให้เขามา เขาไม่ได้อยากได้มันสักหน่อย

“อ้าว แบคฮยอน” เขาเจอกับคิมไคที่กำลังจะเดินขึ้นบันไดไปเหมือนกัน “ทำไมมาขึ้นทางนี้?”

“เอ่อ...ฝากให้ชานยอลหน่อยได้ไหม?” เขาตัดสินใจส่งถุงขนมปังให้คิมไค อย่างน้อยก็เป็นเพื่อนกัน น่าจะสะดวกกว่าเขาเอาไปให้เอง

“ได้สิ!” เพื่อนร่วมชั้นเรียนยิ้มให้เขา “มันคงดีใจนะ ที่นายฝากขนมไปให้แบบนี้”

“...อืม” เขาได้แต่ยิ้มก่อนจะเดินไปอีกทางที่ใกล้ห้องบีที่เขาเรียนอยู่มากกว่า ไม่รู้ทำไมถึงไม่กล้าพูดออกไปว่าจะเอาไปคืน ใจหนึ่งเขาคิดว่าดีแล้วเหรอที่ปล่อยมันไปแบบนั้น แต่อีกใจก็คิดว่าดีแล้วล่ะ ไม่เป็นไรหรอก

แต่ไม่ทันแล้วล่ะ คิมไคเดินขึ้นไปแล้ว ดูเหมือนว่าจะพ้นชั้นหนึ่งไปแล้วด้วย

แบคฮยอนตั้งใจจะขึ้นไปแล้ว แต่โทรศัพท์ที่ดังขึ้นเพราะสายของเซฮุนบอกเขาว่าเพิ่งออกจากบ้าน ช่วยซื้อนมรสอะไรก็ได้ให้หน่อย จากจุดหมายที่จะขึ้นห้องเรียนเลยกลายเป็นการเดินไปซื้อของ เลือกหยิบนมรสช็อคโกแลตมาให้เซฮุน ก่อนจะเดินขึ้นตึกเรียนอีกครั้งโดยที่ใจดันคิดถึงเรื่องขนมปังไส้กรอกขึ้นมา เมื่ออาทิตย์ก่อนเขาไม่ได้รู้สึกอะไรมากเพราะคนที่ซื้อขนมมาให้เขาคือเพื่อนต่างห้องที่การกระทำนั้นบ่งบอกว่าไม่ได้คิดกับเขาเพียงคำว่าเพื่อน ถ้าเกิดว่าอีกฝ่ายจะเอามันจากล็อกเกอร์ของเขาเพื่อกินเองมันก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อวานมันเป็นขนมปังฝีมือคยองซู คิดแล้วยังโกรธอยู่เลย

คิดอยู่ได้ไม่นาน ทั้งที่จะเดินเข้าห้องเรียนอยู่แล้ว แต่เท้าของเขากลับต้องชะงัก เดินก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว แต่ว่ามันก็ไม่ได้ช่วยอะไร เขาหลีกหนีผู้ชายที่กำลังเดินมาไม่ได้อยู่ดี ท่าทางแบบนี้...ท่าทางที่เหมือนจะโกรธเขาอีกแล้ว ทั้งที่ไม่เคยทำอะไรให้ด้วยซ้ำ

“เอามาคืนทำไม?” ไม่กี่ก้าวชานยอลก็ตามเขาทัน “ไม่ต้องเดินหนี!”

“...มีอะไร?” แบคฮยอนหยุดอยู่กับที่เพราะไปไหนไม่ได้ เขาตัวเล็กกว่าชานยอลเยอะ เดินหนีไปไม่เท่าไหร่ก็โดนต้อนติดหน้าต่าง

“ฉันถามว่าเอามาคืนทำไม!”

“...”

“แบคฮยอน!”

“ฉันไม่อยากได้”

“ทำไม?!” ชานยอลเสียงดังใส่เขา ทำเอาก้าวถอยหลัง แต่ก็ไม่มีทางให้ไปแล้ว “ต้องเป็นไอ้ยูจิน ไอ้มินฮวาน ไอ้แจฮยอก ไอ้ซังมิน รึไง นายถึงจะอยากได้!”

“...”

“ตอบ!”

เขาได้แต่ก้มหน้ามองพื้น มีข้างขวากำหมัดแน่น บอกตัวเองว่าข่มใจไว้ อย่าไปเถียง ไม่ต้องพูดอะไร ทุกอย่างมันจะได้จบ เขาจะไม่เป็นอะไร

“ฉันบอกให้ตอบฉัน!”

“...ฉันไม่รู้”

“ไม่รู้?” ชานยอลทำหน้าเหมือนที่เขาพูดมันเป็นเรื่องตลก “ไม่รู้เนี่ยนะ?”

“...”

“ดี...” อดทนเอาไว้แบคฮยอน ไม่เป็นไร “ดี!”

ชานยอลฉีกถุงขนมปังจนมันแทบขาดออกจากกัน มือข้างหนึ่งถูกใช้ในการหยิบขนมปังขึ้นมาจากในถุง ก่อนที่มันจะถูกยัดใส่มือเขาที่ถูกจับขึ้นมาให้รับมันไป

“กิน”

“...”

“ฉันสั่งให้กิน!”

“...”

“กินเข้าไป บอกให้กินเข้าไปไง บยอนแบคฮยอน!”

“ฮึก...”

เขาเสียใจที่อดทนเอาไว้ไม่อยู่ น้ำตาที่กลั้นเอาไว้แทบตายไหลลงมาในวินาทีที่เขาอ้าปากกัดขนมปังไส้กรอก เคี้ยวมันช้า ๆ ทั้งน้ำตา ทั้งยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาด้วยซ้ำ กลัวว่าใครจะเห็นว่าเขากำลังร้องไห้

แบคฮยอนไม่ชอบตัวเองแบบนี้เลย ทั้งที่บอกว่าเข้มแข็ง สุดท้ายก็น้ำตาไหลออกมาแบบนี้

“แบคฮยอน...”

“เฮ้ย มีอะไรกัน!”

เสียงที่คุ้นเคยอย่างเสียงของคยองซูที่ดังขึ้นใกล้ ๆ นั้นทำให้เขาร้องไห้หนักกว่าเดิม สุดท้ายก็ทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้น ปล่อยโฮออกมาขณะที่เอาหน้าซุกหัวเข่าตัวเอง แบคฮยอนไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตาของเขา ไม่อยากให้ใครมองเขาที่กำลังทำตัวน่าอายแบบนี้

คนนิสัยไม่ดี

ปาร์คชานยอลนิสัยไม่ดีเลย











เรื่องที่ว่าชานยอลทำแบคฮยอนร้องไห้ถูกพูดถึงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งที่มันควรจะเป็นเรื่องที่ถูกลืมไปภายในวันถึงสองวันแท้ ๆ ไม่รู้ทำไมคนยังพูดถึงกันอยู่จนรู้กันทั้งระดับชั้น เซฮุนกับคยองซูบอกเขาว่าอย่าไปสนใจ เราไม่ได้ผิดสักหน่อย

แล้วก็บอกเขาที่ตอนแรกเดินถือสมุดการบ้านออกจากห้องเพื่อจะไปส่ง ออกไปยังไม่ทันถึงสามก้าวก็วิ่งกลับเข้ามานั่งที่เพราะเจอคนนิสัยไม่ดียืนอยู่หน้าห้องของตัวเองกับเพื่อน ทำเอาเซฮุนหัวเราะเสียงดัง บอกว่าเลิกวิ่งหนีมันสักที มันไม่ทำอะไรหรอก

“ไม่ทำอะไรได้ไง” แบคฮยอนนั่งเท้าคาง “ฉันไม่อยากโดนตีนะ”

“มันไม่ตีหรอกหน่า...”

“ไม่จริง” เรื่องนี้ยอมไม่ได้ เขาจะต้องเถียง “นายไม่เห็น นายไม่รู้หรอก คยองซูบอกเซฮุนไปเลย”

“มันไม่ทำอะไรจริง ๆ นั่นแหละ คนแบบนั้นมันก็เก่งแต่เอาเสียงข่มนายเพราะว่าทนไม่ไหวนั่นแหละ” คยองซูพูดกับเขา

“...”

“ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย จริง ๆ นะ นายน่ะ”

“ฉันไม่รู้อะไรกัน...”

“ชานยอลทำผิด ฉันรู้ว่ามันผิด เรื่องนั้นฉันก็โกรธเหมือนกัน ฉันด่ามันไปด้วย จำได้ไหม?”

“จำได้...” แบคฮยอนตอบคยองซู เขาจำได้ดีว่าตอนที่นั่งร้องไห้อยู่ คยองซูด่าชานยอลแบบที่เขาไม่เคยทำมาก่อนเลย

“แต่เวลานายทำผิดอะไร ก็อยากจะได้โอกาสที่จะขอโทษไม่ใช่เหรอ?”

“แต่เค้าจะตีฉันนะ!”

“เฮ้อ...ก็บอกว่ามันไม่ตีหรอกหน่า”

“เอางี้ไหม หลังเลิกเรียนไปกับฉัน” เซฮุนจับแขนเขา “นายจะได้รู้เรื่องที่ฉันกับคยองซูรู้ไง”

“ไปไหนเหรอ?”

“ก็ตอบตกลงว่าจะไปสิ จะได้รู้ไง”

เพราะว่าแบคฮยอนตอบตกลง หลังเลิกเรียนเขาถึงได้ขึ้นมานั่งอยู่บนระเบียงตึกด้านหลังที่ปีนออกมาจากหน้าต่างชั้นสอง ถึงจะบอกเซฮุนว่าอันตรายนะ แต่เพื่อนเขาก็บอกว่าให้เอาหลังชิดผนังตึกไว้ อย่าเดินไปริมระเบียง แบบนั้นน่ะอันตราย

“ทำไมถึงต้องทำแบบนี้ล่ะ?”

“...เราจะมาแอบฟังคนคุยกัน”

“...”

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าวันนี้จะมีเรื่องนายรึเปล่า แต่ลองดูก่อนก็ไม่เสียหาย วันนี้อากาศดี อาจจะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นก็ได้”

“เรื่องฉันเหรอ?” พอได้ยินว่าเป็นเรื่องของตัวเอง เขาก็รู้สึกว่านี่มันสำคัญขึ้นมา “เรามาฟังใครคุยกันเหรอ?”

“ชานยอลกับเพื่อนมันไง”

แบคฮยอนรู้จักชานยอลผิวเผินเพราะเจ้าตัวเป็นคนที่ใคร ๆ ในโรงเรียนก็รู้จัก ไม่รู้แน่ชัดว่าด้วยเรื่องอะไร แต่พอเซฮุนกับคยองซูรู้จัก เขาก็เลยรู้จักด้วย มันคงไม่มีอะไรมากกว่านั้นถ้าวันหนึ่งเขาไม่ไปเห็นว่าชานยอลเปิดล็อกเกอร์ของเขาต่อหน้าต่อตา ทั้งที่เห็นว่าเขาเห็นแล้วก็ไม่ได้สะทกสะท้าน หยิบขนมเค้กในนั้นออกมารวมถึงกระดาษอะไรสักอย่างแล้วฉีกมันทิ้งต่อหน้าต่อหน้าเขา

‘ไร้สาระ’

‘…’

‘ไอ้เค้กนี่...นายก็ไม่ต้องกินหรอก’

เขางงไปหมด ถามตัวเองในใจว่านี่มันเรื่องอะไรกัน แต่คยองซูกับเซฮุนนั้นพอรู้ก็หัวเราะ บอกกันเขาว่าเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้วหรืออาจจะก่อนหน้านั้นมีสายตาจับจ้องเขาอยู่ ต้องอยู่ในความประพฤติที่ดีนะ แบคฮยอน ฟังแล้วไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกับเรื่องที่เล่าไปตรงไหน แต่พอนานเข้าและบ่อยเข้า มันก็กลายเป็นเรื่องปกติที่เขาจะไม่ได้กินขนมหรืออ่านจดหมายจากใครเลย ไม่ทันได้เห็นมัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืออะไร คนนิสัยไม่ดีก็มาเอามันไปเสียแล้ว

“เฮ้ย ไม่ไปเล่นบาสเหรอวะ เพื่อนมันให้มาตาม”

“...”

“ไม่เอาหน่า” แบคฮยอนจำได้ว่านั่นเป็นเสียงของคิมไค จากตรงนี้เขามองไม่เห็นหน้า แต่คิดว่าต้องใช่แน่ ๆ อยู่ข้างล่างเขานี่เอง ไม่ถึงสามเมตรด้วยซ้ำ

“กูไม่มีอารมณ์เล่น”

“มึงทำตัวเอง”

“กูรู้” นี่เป็นเสียงของคนใจร้าย แบคฮยอนจำมันได้ดีเหมือนกัน “ถ้ามึงจะมาตอกย้ำก็ไม่ต้องพูด กูโดนแบบนั้นมึงยังสะใจไม่พอรึไง”

“กูไม่ได้จงใจจะพูดแบบนั้น เฮ้อ...แต่กูบอกแล้วใช่ไหมว่าให้มึงหัดควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้บ้าง”

“ก็กูหวงเค้า”

“แล้วเค้าไปทำอะไรวะ กูไม่เห็นแบคฮยอนจะทำอะไรเลย มึงเอาของเค้าไปกินเค้ายังไม่เคยด่ามึง”

“เค้าไม่อยากพูดกับกูมากกว่า”

“ไอ้ชานยอล...”

“มึงไม่เข้าใจกูมึงก็ไม่ต้องพูดได้ไหม กูชอบแบคฮยอนจนจะบ้าตายอยู่แล้ว ทำไมวะ กับขนมใครหรืออะไรที่กูหยิบมา กูรู้ว่ากูผิดที่ทำแบบนั้น แต่ทำไมเขาถึงต้องใส่ใจ โกรธกูเพราะว่ามันเป็นขนมของคนอื่นเหรอวะ พอเป็นกูที่เอาไปให้ก็เอามาคืน มึงจะให้กูคิดยังไง!”

“แต่มันถึงขนาดที่มึงจะต้องทำเค้าร้องไห้เลยเหรอวะ?”

“...กู...ไม่ได้ตั้งใจ”

“...”

“กูอยากขอโทษแทบตาย...แต่...แบคฮยอนเกลียดกูไปแล้ว”

เขา...ทำได้เพียงมองหน้าเซฮุนที่ยิ้มให้ก่อนจะยักไหล่กลับมา นั่งเหม่อเหมือนคนไม่รับรู้อะไรเพราะใจกำลังคิดมากไปหมด บทสนทนาเมื่อครู่ชนเขาเข้าอย่างจังราวกับว่าเป็นรถบรรทุก ขนาดจะลุกขึ้นปีนเข้าหน้าต่างเพื่อกลับไปข้างในตัวตึกยังทำไม่ได้ ต้องให้คยองซูที่ไม่รู้ว่ามานั่งฟังด้วยกันตั้งแต่เมื่อไหร่เป็นคนช่วย

ทั้งคำว่าหวง...ทั้งคำว่าชอบจนจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว

แต่มัน...

“เป็นไปไม่ได้”

“เดี๋ยวจับตีเลย เซฮุน เอาแบคฮยอนไปมัดไว้”

“ไม่เอา!” เขาขยับหนีเพื่อน “แต่ว่ามันเป็นไปไม่ได้จริง ๆ นะ”

“นายไม่ได้ยินที่ชานยอลพูดรึไง?” เซฮุนดึงหูเขาเบา ๆ ไม่ได้ทำให้เจ็บอะไร

“ก็ได้ยิน แต่...คนชอบกันจะทำแบบนั้นเหรอ เซฮุนกับคยองซูจะทำแบบนั้นเหรอ?”

“มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกนะ แบคฮยอน”

“...”

“ที่นายพูดมันก็จริง แต่ถ้าเป็นชานยอล ฉันว่าเค้าไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงมากกว่า แล้วถ้านายพูดแบบนี้ก็แสดงว่ารู้ว่าต้องทำยังไง ใช่ไหม?”

“...”

“นายก็ลองบอกเค้าดูสิ แบคฮยอน ก็ชานยอลน่ะ...ชอบนายจนจะบ้าตายเลยนี่หน่า”












วันนี้เป็นอีกวันในชีวิตที่แบคฮยอนต้องพบเจอกับความรู้สึกแปลก ๆ หลังจากที่นอนคิดในคำที่เพื่อนพูดมาได้สองสามวัน เมื่อคืนนี้เองที่เขาตัดสินใจลุกจากเตียงตอนห้าทุ่ม ค้นลิ้นชักเพื่อหากระดาษสำหรับเขียนข้อความที่เขาต้องการจะให้มันกับชานยอล เขาไม่รู้ว่าควรจะทำแบบนี้รึเปล่า แต่คยองซูบอกว่าให้เขาลองบอกชานยอลดู ชานยอลไม่ตีเขาหรอก แต่ว่าถ้าเขาเขียนให้ไปแล้วมันเก้อล่ะ มันน่าอายมากเลยนะ

แต่สุดท้ายเขาก็เขียนมันลงไป เป็นข้อหนึ่ง ข้อสอง ข้อสาม

มันก็เป็นเรื่องทั่วไปที่คนอื่นก็ทำกัน ถ้าเป็นเขา เขาก็ทำ อย่างการพูดจาดี ๆ ไม่โมโห ไม่เอาของของเขาไป ที่จริงมันก็ไม่มีอะไรเลย มันจะเขียนอะไรได้ กระดาษแผ่นนั้นก็เลยถูกขยำทิ้งไป กลายเป็นว่าเขาไปโผล่ที่ร้านขายขนมปัง monsier ตั้งแต่เช้า แบคฮยอนเดินผ่านขนมปังไส้กรอกไปเลยเพราะมันเป็นต้นเหตุแห่งความทรงจำที่เขาไม่ชอบ ด้วยเหตุนั้นเขาจึงได้ขนมปังไส้เนยมาหนึ่งแพ็ค เป็นแพ็คขนาดสองชิ้นที่ทำให้เขาคิดออกว่าควรจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี

นอกจากเรื่องที่คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ คำว่าชอบเขาจนแทบจะบ้าตาย มันก็ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเหมือนโดนเครื่องบินชนเลย ไม่ใช่รถบรรทุกแล้ว

“บยอน จะไปไหน?”

“เอ่อ...” เขาสบตากับคยองซูแล้วก็เซฮุน “ไปสนามบาส”

“อ่า...ฮะ!” คยองซูยิ้ม “โชคดีนะ”

“อื้อ...”

“ถ้ามันทำให้ร้องไห้ก็วิ่งกลับมาฟ้องเลยนะ”

“ไม่เอา ไม่ร้องไห้แล้ว” เขาส่ายหน้า “เดี๋ยวกลับมานะ”

“โอเค”

ใจของแบคฮยอนกำลังเต้นเป็นจังหวะกลองในงานเฉลิมฉลอง เท้าทั้งสองข้างของเขาก้าวเดินลงบันไดตัวตึก มือกำลังชื้นเหงื่อแต่แบคฮยอนตั้งใจแล้ว คนเราคงต้องการโอกาสได้ขอโทษจริง ๆ อย่างที่คยองซูว่า เวลาเขาไม่เชื่อฟังแม่แล้วแม่โกรธเขา เขายังอยากจะขอโทษเลย

ถึงชานยอลจะเป็นคนนิสัยไม่ดี แต่...ถ้าเกิดว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิด ค่อยวิ่งหนีก็ยังไม่สาย

“ชานยอล!” เสียงเรียกชื่อจากคนในสนามดังขึ้นเพราะเขาเข้าไปอยู่ในระยะสายตาแล้ว เป็นเรื่องปกติที่เขาชินชากับมัน “แบคฮยอนมา!”

“...” ชานยอลหันมามองเขา ท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรไม่ออก แล้วก็ดูตกใจที่เขามายืนอยู่ตรงนี้ เป็นท่าทีที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

แบคฮยอนส่งยิ้มน้อย ๆ ไปให้ เขาไม่รู้ว่าชานยอลเห็นไหม แต่ภาพคิมไคดันไหล่เพื่อนของตัวเองให้เดินมาทางเขานั้นก็ทำเอาประหม่าขึ้นมาเหมือนกัน

ในวินาทีที่เราสบตากัน คำพูดที่เตรียมมาหายไปหมดเลย

“ฉัน...”

“...”

“เอาขนมมา—”

“ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม?”

“เอ่อ...ได้สิ” แบคฮยอนไม่กล้ามองอะไรเลยนอกจากเท้าของตัวเอง “มีอะไร...”

เพราะว่าเอาแต่มองพื้น เขาเห็นเท้าทั้งสองข้างของชานยอลก้าวไปอีกทางให้เขาได้ก้าวตามไป ในใจทั้งประหม่าและนึกกว่าชานยอลอาจจะตะคอกใส่เขาเหมือนวันวาน แต่แบคฮยอนก็ตอบไปแล้วว่าได้ เขาเลยทำได้แค่เดินตามไป ชานยอลเดินนำเขาไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าและเก็บของของชมรมกีฬาต่าง ๆ ช่วงต้นพักกลางวันนั้นไม่ค่อยมีใครอยู่ที่นี่อยู่แล้ว แบคฮยอนเลยไม่แปลกใจเลยว่าทำไมที่นี่ถึงไม่มีใครในเวลานี้

“ฉันขอโทษ”

“...”

“...”

“อื้อ...” เขาพยักหน้าหลังจากได้ยินคำขอโทษโดยไม่ทันได้ตั้งตัว คนที่เดินนำหน้าอยู่ดี ๆ ก็หันหลังกลับมkจนเขาเกือบชนเข้า แล้วก็พูดกับเขาว่า...ขอโทษ

“นายกลัว...ฉันใช่ไหม?”

“ก็...คงใช่” เขาก็กลัวจริง ๆ นั่นแหละ “แต่...ถ้าบอกว่าจะไม่ตีฉัน ก็โอเค”

“ฉันไม่เคยตีนาย”

“...”

“แค่คิดยังไม่เคย”

“...”

“ฉัน...”

“ไม่เป็นไร” แบคฮยอนรู้ว่าชานยอลอยากจะพูดอะไร มันคงเป็นเรื่องยากมาก ๆ สำหรับใครทุกคน ถ้าเขาไม่ได้ไปแอบฟังวันนั้นก็คงไม่มีวันได้รู้ “ไม่ต้องพูด...ก็ได้”

“นายเข้าใจฉันผิด”

“ไม่นะ...” เขาไม่กล้าพูดว่าตัวเองได้ยินอะไรมา “คือ...ที่เอาขนมไปคืนวันนั้น มันเพราะว่าฉัน...โกรธที่นายเอาขนมปังที่เพื่อนทำให้ฉันไปกิน”

“...”

“แต่ที่...ที่นายเคยเอาอย่างอื่นไป ถ้าเป็นคนอื่นให้...ไม่เป็นไร”

“หมายถึงที่ไอ้พวกนั้นมันเอามาใส่ไว้ล็อกเกอร์นาย ที่ฉันเอาไป...”

“ไม่เป็นไร...แต่...อร่อยไหม?”

“ขนมอย่างเดียวก็อร่อย แต่ถ้ารวมคนให้ด้วยก็ห่วยแตก”

“...”

“ถ้าอยากกิน เดี๋ยวฉันซื้อให้”

แบคฮยอนเอาแต่มองเท้าตัวเองอีกแล้ว มือข้างขวาของเขาถือถุงขนมปังไส้เนยอยู่กำแน่น บอกตัวเองว่านายต้องให้เค้านะ ตั้งใจเอาไว้ไม่ใช่เหรอว่าจะทำให้ดี

“ฉันซื้อขนมปังมาฝาก!”

“...”

“เอ่อ ฉัน...” เผลอตะโกนไปแล้ว ทำยังไงดี “ฉัน...”

“ซื้อขนมปังมาฝาก”

“ใช่ ซื้อขนมปังมาฝาก...แบ่งกัน คนละชิ้น” เขาทำใจกล้า เงยหน้าขึ้นสบตาชานยอล “กินด้วยกั—”

เสียงที่จะเปล่งออกมาถูกเก็บไว้ในลำคอเมื่อเขาถูกคนตรงหน้าดึงเข้าไปกอดเอาไว้เสียแน่น แบคฮยอนยอมรับว่าเขาตกใจ แต่ก็เลือกที่จะไม่ขยับตัวหนีห่างอะไร สิ่งที่ควรทำคือการปล่อยให้ชานยอลกอดเขาเอาไว้แบบนี้ น่าแปลกใจตัวเองเหมือนกันที่รู้สึกใจเต้นมากกว่าจะอยากผละออกเสียอีก

“ฉันมันไม่ได้เรื่องเลย”

“...”

“ทำให้นายร้องไห้แท้ ๆ แต่ก็...ไม่ได้เรื่องแบบนี้”

“...”

“เอาแต่ทำให้นายกลัว ทั้งที่เป็นแบบนั้น นายก็ยังต้องเข้าหาฉันก่อน นี่มันไม่ได้เรื่องเลย”

เพราะว่าชอบฉัน...จนแทบบ้าใช่ไหม...

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรเลย”

“...”

“ไม่เป็นไรนะ ชานยอล”











แบคฮยอนไม่รู้ว่าขนมในล็อกเกอร์ของเขาหายไปบ้างอีกรึเปล่า แต่ที่แน่ ๆ ในล็อกเกอร์นั้นมีขนมจากปาร์คชานยอลอยู่ในนั้นทุกวันเลย

ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่เขาเอาแต่ยิ้มเมื่อเห็นมัน ชานยอลคงไม่กล้าเอามาให้เขาต่อหน้าเลยใส่มันเอาไว้ในล็อกเกอร์แบบนี้ แต่ว่ามันก็ไม่เป็นไรหรอก เขายังคงดีใจเหมือนเดิมไม่ว่าจะให้ทางไหน นี่มันดีที่สุดเลย

ขอถอนคำพูดที่เคยบอกว่าชานยอลนั้นใจร้าย เป็นคนที่นิสัยไม่ดี ตั้งแต่วันนั้นที่เราได้พูดคุยกัน ชานยอลก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เอาเข้าจริงแล้วด้วยการใช้ชีวิตในโรงเรียนของเรานั้นไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไหร่ แทบจะไม่มีทางที่เราจะเจอกันนอกจากว่าจะบังเอิญเจอกัน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ได้เจอชานยอลบ้างเวลาที่เอาการบ้านไปส่ง พอเจ้าตัวเห็นเขาก็จะเดินตามมาด้วย หรือไม่ก็เป็นตอนกลางวัน หรือตอนเย็นที่เขาเลิกเรียน บางครั้งชานยอลก็เดินตามไปส่งถึงประตูหน้าโรงเรียนหรือว่าป้ายรถประจำทาง แต่ว่าเราก็ไม่เคยได้พูดคุยอะไรกันเลย ถึงอย่างนั้นแบคฮยอนก็คิดว่ามันไม่เป็นไร ถึงจะไม่ได้พูดกันแต่ถ้าเขายิ้มแล้วชานยอลก็ยิ้ม มันก็เป็นอะไรที่ดีมากแล้ว

ชานยอลไม่พูด ถ้าจะพูดก็มีแต่กลับบ้านดี ๆ พรุ่งนี้เจอกัน แต่สิ่งที่ทำทุกวันคือการยกมือขึ้นมาลูบผมเขาเบา ๆ ก่อนจะโบกมือให้เมื่อเขาขึ้นรถไป

แบคฮยอนไม่กลัวชานยอลแล้วล่ะ ถึงวันนั้นจะเคยร้องไห้ แต่สักวันที่ชานยอลกล้า ชานยอลคงจะพูดให้เขาฟังว่าทำไม ถึงแม้ว่าพอจะเดาได้ถึงเหตุผลของมัน แต่ถ้าพูดให้ได้ฟังคงจะดีมาก ๆ เลย

เพียงแต่ในวันนี้นั้น...

“อ้าว...”

แบคฮยอนเดินไปเข้าห้องน้ำมา ตั้งใจว่าจะเดินมาเอากระเป๋านักเรียนแล้วกลับบ้าน เขาไม่คิดมาก่อนว่าชานยอลที่ปกติในเวลานี้น่าจะอยู่ที่สนามบาสแล้วจะมายืนอยู่หน้าห้องเรียนของเขา แถมยังมีท่าทางแปลก ๆ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่ว่าจะท่าทางไหน ถ้าชานยอลไม่ได้โมโหใส่เขา นั่นก็ถือเป็นเรื่องที่ดีแล้ว

“คือ...”

“...”

“...ไม่มีอะไร”

“...”

“จะกลับบ้านเมื่อไหร่ล่ะ?”

“เอ่อ...ก็จะกลับแล้วล่ะ” ใจเขาไม่ค่อยกล้า แต่ก็บอกตัวเองว่าถ้าถามกลับไปมันก็คงเป็นมารยาทที่ดี “มีอะไรรึเปล่า?”

“ไม่มี”

“...งั้น...จะกลับบ้านแล้วล่ะ”

“โอ—”

”ชานยอลมันจะมาถาม ว่าแบคฮยอนจะไปเชียร์มันได้ไหม” เสียงของคิมไคที่ยืนอยู่ไม่ไกลดังขึ้น “วันนี้มีแข่งบาส ห้องซีกับห้องเอ”

“ไม่เป็นไรหรอก นายกลับบ้านเถอะ”

“ฉัน...ไปเชียร์ได้นะ” เขามองหน้าชานยอล “ถ้านาย...ถ้าเกิดว่าอยากให้ไป”

“...”

“ไอ้ชานยอล ถือว่าเพื่อนขอ” นอกจากคิมไคแล้วก็ยังมีคนอื่น เขาเพิ่งสังเกตว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นอาจจะเป็นทีมบาสห้องซีทั้งทีมเลยก็ได้ “แบคฮยอนบอกแล้วอ่ะ ว่าไปเชียร์ได้”

“นาย...ไปเชียร์ฉันเล่นบาสได้ไหม?”

“...”

“ฉันอยากให้นายไป”

“ได้สิ!” แบคฮยอนยิ้มกว้าง เขาได้ยินเสียงเซฮุนดังออกมาจากในห้องด้วย แต่ว่าเขาจะไม่หันไปมองหรอก “ขอหยิบกระเป๋าก่อนนะ”

“อืม”

เขาเข้าไปเอากระเป๋าจากโอเซฮุนที่บอกเขาว่าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกคยองซูที่อยู่ห้องเอ ถึงแม้ว่าเพื่อนจะไม่ได้ลงแข่งอะไรแล้วก็กลับบ้านไปแล้วเพราะว่าจะไปซื้อของกับพ่อ แต่วันนี้เซฮุนก็บอกว่าจะกลับบ้านเหมือนกัน ในเมื่อชานยอลไปตีแล้วก็ไม่ดุเขาแล้ว เซฮุนก็ไม่มีอะไรต้องห่วง

เพื่อนกลุ่มเล่นบาสแห่งห้องซีเดินลงไปแล้ว มีเพียงชานยอลที่ยืนอยู่หน้าห้องแล้วเดินลงไปพร้อมกับเขา เราแค่เดินข้าง ๆ กันไปเรื่อย ๆ จนถึงสนามบาสของโรงเรียนที่เหมือนจะมีคนมาเชียร์กันเยอะพอสมควร ทำไมเขาถึงไม่รู้มาก่อนเลยนะว่ามันมีการแข่งขันอะไรแบบนี้ด้วย แล้วห้องของเขาแข่งกันไปเมื่อไหร่ หรือว่ายังไม่ได้แข่งกันนะ

“นั่งตรงนี้”

“อื้อ...” เขาทิ้งตัวลงนั่งตรงที่ที่ชานยอลบอกให้นั่ง

“อี้ชิง ฝากแบคฮยอนด้วย”

“ได้เลย” คนที่อยู่ข้าง ๆ พร้อมกับกระติกน้ำและผ้าเย็นยิ้มให้เขา “ฉันเป็นสวัสดิการน่ะ อี้ชิงนะ ห้องซี”

“บยอนแบคฮยอน ห้องบี...”

“อ่ะ อันนี้ขวดน้ำกับผ้าของชานยอล นายถือเอาไว้ละกัน”

“ดะ...ได้” เขารับของมา รู้สึกว่าใจเต้นตึกตัก ตื่นเต้นที่สุดเลย “เอ่อ...ชานยอล”

“...”

“สู้ ๆ นะ”

เกมการแข่งขันระหว่างห้องเอและห้องซีเริ่มขึ้นแล้ว เพียงแค่สิบนาทีแรกแบคฮยอนก็เริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ ถึงจะเล่นไม่ได้แต่เขาก็ดูเป็นแล้วก็รู้ว่านี่มันสนุกมากเพราะเป็นทีมที่สูสีกันจริง ๆ ผลัดกันนำผลัดกันตามจนเขาลุ้นตัวโยน สายตาเขามองไปรอบสนามแต่ส่วนมากจะใช้มันในการมองตามชานยอลที่ทุกครั้งที่สบตากันเขาก็จะยิ้มแล้วบอกว่าสู้ ๆ โบกมือหยอย ๆ เพราะว่ามันสนุกมาก บางทีเขาก็หันไปคุยกับอี้ชิง ถามถึงเรื่องการแข่งขัน เพื่อนใหม่ก็บอกว่าแมทช์นี้เป็นแมทช์แรก คนชนะก็ต้องรอห้องบีกับห้องดีแข่งกัน แล้วก็จะปิดแมทช์สุดท้ายสัปดาห์หน้า ห้องที่ชนะจะได้รางวัลจากหมวดพละศึกษาของโรงเรียน สนุกดีใช่ไหมล่ะ

“ขอน้ำหน่อย”

“ดะ...ได้ ๆ” เขาตื่นเต้นเล็กน้อยขณะเปิดฝาขวดน้ำให้ชานยอล รวมถึงส่งผ้าขนหนูให้ด้วย “เหนื่อยไหม?”

“นิดหน่อย”

“...” แบคฮยอนควรจะพูดอะไรออกไปดีนะ “เอาเกลือแร่ไหม?”

ชานยอลที่พยักหน้ากลับมาทำให้เขาหันไปหยิบเกลือแร่รสมะนาวในถังเก็บความเย็นก่อนจะเปิดมันให้ชานยอลที่ตอนนี้โยนขวดน้ำต่อให้เพื่อนแล้วแลกผ้าขนหนูในมือกับเกลือแร่ที่ส่งให้ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนส้นเท้าของตัวเองตรงหน้าเขา ดื่มเกลือแร่ที่ยื่นให้จนเหลือครึ่งขวด เหงื่อไหลลงมาหน้าผากไม่หยุด นี่คือชานยอล...ที่เหนื่อยนิดหน่อยอย่างนั้นเหรอ

“...”

“ขอโทษที ฉัน...” เขาถือวิสาสะใช้ผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อตามหน้าผากชานยอลที่ชะงักไปก่อนจะมีท่าทีเหมือนตกใจที่เขาทำแบบนี้ สมองเลยสั่งให้เขาชักมือออก ชานยอลจะโกรธไหมนะ จะตีเขารึเปล่า

“เช็ดต่อสิ”

“...”

“แบคฮยอน”

ผ้าขนหนูผืนเล็กถูกไล้ไปตามกรอบหน้าของผู้ชายหน้าตาดีที่สุดคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขา แบคฮยอนสารภาพตรงนี้เลยว่า วินาทีแรกที่ได้เห็นหน้าคนชื่อปาร์คชานยอล เขาก็ได้แต่คิดว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนที่หน้าตาดีจริง ๆ เลยนะ ใบหน้าที่ทุกอย่างเหมาะเจาะพอดีรวมถึงความสูงของเจ้าตัว ทุกอย่างที่เป็นนั้นทำให้เป็นคนที่แสนจะน่าอิจฉา แต่แบคฮยอนไม่เคยคิดอิจฉาอะไรเลยนะ เขาเพียงแต่คิดว่า...ทั้งที่ตอนอยู่กับเพื่อน เป็นคนที่ยิ้มแล้วดูดีมากแท้ ๆ แต่พอเจอหน้าเขาทีไร ทำเหมือนอยากจะดุเขาทุกที แล้วก็ดุจริง ๆ ด้วย

“โอ๊ยยยย ที่ยืนที่นั่งอยู่ตรงนี้นี่อากาศกันหมดแล้วมั้ง อยู่กันสองคน”

“เออ ไม่เห็นใจเพื่อนเลย พอกล้าหน่อยล่ะเอาใหญ่ ตอนบอกให้ไปชวนล่ะ...หงอยเป็นหมา”

“เงียบหน่า” ชานยอลทำหน้าเหมือนรำคาญ ในขณะที่เขาฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้ม ก่อนที่จะหันมาสบตากัน “ฉัน...”

“ขอบใจที่มาชวนฉันนะ” แบคฮยอนยิ้มกว้าง “ฉันดีใจมากเลย”

“...”

“...”

“ขอบใจ...ที่มาเหมือนกัน” ชานยอลลุกขึ้นยืน ใบหูทั้งสองข้างเป็นสีแดง “ฉันก็ดีใจ...ที่นายมา”

การแข่งขันครึ่งหลังเริ่มขึ้นแล้ว และเกมในครั้งนี้ก็ยังคงทำให้เขานั่งไม่ติดที่เหมือนเดิม ได้แต่ส่งเสียงเชียร์และลุ้นการชู้ตลูกในระยะสามแต้ม เหมือนห้องซีจะคุยกันว่าถ้ามีโอกาสชู้ตลูกสามแต้มให้ชู้ต เข้าไม่เข้าอีกเรื่อง ให้ชู้ตไปก่อน

จนห้าวินาทีสุดท้ายที่ปาร์คชานยอลปล่อยลูกออกจากมือไปยังห่วงที่อยู่ตรงหน้า ทันทีที่ลูกเข้าไปในห่วง เสียงนกหวีดดังบอกหมดเวลาก็มาพร้อมกับเสียงเฮที่ดังลั่นของห้องซี...รวมถึงบยอนแบคฮยอนห้องบีคนนี้ด้วย

เขามองชานยอลที่กอดกับเพื่อน รอยยิ้มที่เขาเคยบอกว่ามันสวย ถึงมันจะไม่เคยถูกส่งมาให้เขาแต่ว่ามันก็เป็นเรื่องที่ดีนะ ที่ชานยอลจะยิ้มได้แบบนั้น

ตอนที่หันมามองกัน ใจแบคฮยอนแทบจะหล่นลงไปอยู่ที่พื้น แต่เขาก็เอามันกลับมาได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

“ฉันจะไปอาบน้ำก่อน” ชานยอลยืนอยู่ตรงหน้า “นาย...รอกลับบ้านพร้อมกัน...”

“งั้น...เดี๋ยวนั่งรออยู่ตรงนี้นะ”

“แปปเดียว เดี๋ยวฉันมา”

“โอเค...”

ระหว่างรอเขาก็ไปช่วยอี้ชิงกับเด็กห้องซีคนอื่นเก็บของ ทุกคนช่วยกันทำความสะอาดสถานที่ เกลือแร่หรือน้ำที่ถูกชาจนเย็นจัดก็ถูกแจกให้คนที่มาร่วมเชียร์ ได้กันบ้างไม่ได้บ้างเพราะมีแค่เล็กน้อย แบคฮยอนช่วยอี้ชิงยกถุงขยะไปทิ้ง ยังไม่ทันได้รออย่างจริงจัง ชานยอลก็ออกมาพร้อมกับชุดลำลองและผมที่เปียกหมาด

“วันนี้สนุกไหม?”

“สนุก!” เขาตอบทันที “สุดยอดเลย อยากจะเล่นให้ได้แบบนั้นบ้าง”

“ฉันสอน...เอาไหม?”

“จริงเหรอ?”

“จริง”

“เอาสิ!” แบคฮยอนอยากลองเล่นดูเหมือนกัน “ฉัน...ไม่เหมาะเท่าไหร่ เล่นได้เหรอ?”

“ได้...ใครก็เล่นได้ทั้งนั้นแหละ”

“นายจะสอนจริง ๆ นะ”

“จริง ๆ” ชานยอลยิ้มให้เขา ถึงจะเป็นแค่มุมปากแต่เขาก็ยิ้มกว้างกลับไป “รีบกลับไหม ฉัน...”

“...”

“มีเรื่องอยากจะบอกนายน่ะ”

“อะไรเหรอ?”

ชานยอลไม่ได้ตอบแต่เดินนำหน้าไปให้เขาเดินตาม มันคงจะเป็นเรื่องที่ชานยอลไม่อยากจะให้ใครได้ยิน แบคฮยอนไม่รู้ว่ามันคือเรื่องอะไร แต่พอเดินเข้ามาในที่ที่คุ้นเคย เขาก็รู้...หรือพอจะเดาได้ว่าชานยอลจะพูดเรื่องอะไร แต่มันก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้ ใจมัน...เต้นแรงจังเลย

ที่ที่เขามาแอบฟังชานยอลคุยกับเพื่อน ตอนนี้ได้ยืนอยู่บนพื้นหญ้า อยู่กับชานยอลที่จนตอนนี้ก็ยังไม่พูดอะไรออกมาเลย เขาเองก็ไม่กล้าพูดเหมือนกัน

“ฉัน...”

“...”

“ขอโทษที่เคยทำแบบนั้นกับนาย” ชานยอลสบตาเขา “ฉันไม่ควรทำแบบนั้น ไม่ควรจะแอบดูรหัสล็อกเกอร์ หยิบขนมที่คนอื่นให้นายออกมา ฉัน...ฉันก็แค่ไม่อยากให้นายกินขนมของใคร”

“...”

“ไม่อยากให้ใครชอบนาย หรือถ้านายจะชอบใคร ฉัน...ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น”

“...”

“เพราะว่าฉัน...ฉัน...ชอบนายมาก”

“...”

“มากจนไม่รู้ว่าจะทำยังไง เลยได้แต่ทำอะไรโง่ ๆ ออกไปแบบนั้น นายคงจะรู้สึกไม่ดีกับฉันไปแล้ว...แต่ว่าฉันน่ะ...ฉันก็ยังบอกนายอยู่ดี”

“...”

“ทั้งที่สิ่งที่ฉันควรจะทำจริง ๆ คือการบอกนายว่าฉันคิดยังไง ควรจะบอกนายมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่สบตากันครั้งแรก...”

“...”

“ฉันชอบนายมากจริง ๆ”

นี่สินะคือความรู้สึกที่ใครเคยพูดกัน คำว่าหัวใจแทบจะเต้นออกมาข้างนอก ความรู้สึกแบบนั้นมันทำให้เขาเก็บความในใจของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ แบคฮยอนรู้ดีว่าเลือดกำลังสูบฉีด หัวใจกำลังเต้นแรง เขาสบสายตากับชานยอลและหลบมันไปไม่ได้

“ฉัน...” แบคฮยอนคิดอะไรไม่ออก เขาควรจะพูดอะไรดีนะ

“แค่อยากให้นายรู้ไว้ แล้วก็...อย่าเพิ่งเกลียดฉัน—”

“ฉันไม่ได้เกลียดนายนะ! ฉัน...ฉันก็เคยคิดว่านายนิสัยไม่ดีที่ทำแบบนั้น แต่ตอนนี้ไม่ได้คิดแล้วล่ะ”

“...”

“ถ้าเกิดว่าทำอะไรแบบนั้นเพราะชอบฉัน ถ้าทำแบบนั้น...ก็จะไม่ได้คิดว่านิสัยไม่ดี แต่...แต่ห้ามตีนะ”

“ฉันเคยตีนายที่ไหนกัน...”

“ก็อาจจะตี—”

“ไม่มีวัน” ชานยอลพูดทันควัน “ขอโทษที่เสียงดังใส่นายนะ หลายครั้งที่ฉัน...”

“ขอโทษไปแล้วนะ ไม่ต้องขอโทษอีกก็ได้” เขายิ้มให้ชานยอล รู้สึกประหม่าในใจ “ฉันเอง...มีเรื่องที่อยากจะบอกนายเหมือนกัน”

“...”

“ฉันไม่รู้ว่าควรจะพูดดีไหม แต่ฉันคิดว่ามันคงไม่ดีเท่าไหร่ถ้า....คือ...คือ ฉันน่ะ...ตอนเย็นวันนึง ฉันนั่งอยู่ข้างบน” เขาชี้นิ้วขึ้นไปบนระเบียง “แล้วก็ได้ยินนาย...คุยกับเพื่อน เรื่องความรู้สึก...ของนาย”

“...”

“ฉันก็เลยรู้สึกดีใจ...แล้วก็ขอบคุณที่ชอบฉันนะ ถึงจะทำตัวไม่ถูกแต่...เพราะว่าเป็นแบบนั้น ฉันก็เลยรู้สึกดี...คือ พูดไม่ถูก...”

“เด็กไม่ดีนี่”

“ไม่ใช่นะ!” เขาไม่ใช่เด็กไม่ดีนะ “ก็...ก็เซฮุนพามา บอกว่าเป็นเรื่องที่ชานยอลไม่เคยพูด...”

“วันนั้น...ก็เลยเอาขนมปังมาให้?”

“ใช่...ก็เลยเอาขนมปังไปให้” แก้มเขากำลังแดงมากแล้วแน่ ๆ “ไม่ได้ตั้งใจนะ แต่ว่าก็รู้ แต่ไม่ตั้งใจนะ”

“เรื่องที่ฉัน...ชอบ...เพราะว่ารู้ ก็เลยทำแบบนั้นสินะ”

“...”

“ขอบใจนะ แบคฮยอน”

เป็นครั้งแรกที่ชานยอลยิ้มให้เขาอย่างเป็นกันเอง มันเป็นเหมือนรอยยิ้มที่ปลดล็อกความรู้สึกทุกอย่างในใจของเราสองคน เช่นเดียวกับเขาที่ยิ้มออกไปอย่างไร้เงื่อนไขใด ๆ ในใจ

ชานยอลเคยทำให้เขารู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดี ทำให้ร้องไห้ ความรู้สึกเหล่านั้นเขาไม่มีวันลืมมันไปได้ แต่อย่างน้อยมันก็อยู่ในสมองของเขา ไม่ใช่ในหัวใจที่เริ่มเต้นเป็นชื่อของผู้ชายที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าเขา

“มาเริ่มต้นกันใหม่นะ”

“อื้อ...”

ในอนาคต อาจจะเป็นหนึ่งเดือน หนึ่งสัปดาห์ หนึ่งวัน หนึ่งชั่วโมง หรือหนึ่งนาทีต่อจากนี้

แบคฮยอนรู้หัวใจของตัวเองดี ว่าเขานั้น...

จะต้องตกหลุมรักผู้ชายที่ชื่อปาร์คชานยอลคนนี้แน่ ๆ เลย


Reply · Report Post