sodaisy95

🧸🎈 · @sodaisy95

16th Jun 2019 from TwitLonger

(os) when i see you again #ดซชานแบค





when i see you again
chanyeol x baekhyun
#ดซชานแบค




♪ ถึงผมจะไม่ใช่ผู้ชายของคุณ
แต่ได้โปรด...มองมาที่ผมได้ไหม?
ถึงผมจะไม่ได้เป็นของคุณ แม้ว่าจะกอดคุณเอาไว้ไม่ได้
แต่ผู้ชายที่มีแผ่นหลังกว้างพอให้คุณพักพิงคนนี้
พาคุณไปส่งที่บ้านได้นะ ♪

แบคฮยอนลืมตาขึ้นมองสองข้างทางที่มีผู้คนเดินประปรายในเวลาเก้าโมงเช้า ร้านค้าในช่วงเวลาสายที่มีผู้คนไม่มากมายเท่าเวลาเจ็ดโมงที่เป็นช่วงเวลาเบียดเสียดในร้านขนมปัง หรือซื้อนมพาสเจอร์ไรส์ ปกติแล้วเขาเองก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่เข้าไปแย่งชิงแซนด์วิชผลไม้หน้าตู้ทำความเย็นในร้านขนมปังเช่นเดียวกัน เพียงแต่วันนี้นั้นไม่ใช่วันที่เขาต้องไปเรียนหนังสือ แต่เป็นวันที่เขาจะได้ไปร่วมงานเทศกาลของโรงเรียนแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ใกล้แต่ก็ไม่ไกลจากโรงเรียนของเขาเท่าไหร่นัก เป็นงานเทศกาลโรงเรียนที่เน้นการหารายได้ ขายของ และกิจกรรมอีกมากมายให้เขากับเพื่อนได้สนุกสนานไปกับมัน

ศีรษะที่พิงกระจกอยู่ถูกเอนขึ้นให้ตั้งตรง แบคฮยอนลุกขึ้นจากที่นั่งบนรถประจำทางเพื่อเตรียมลงในป้ายต่อไป เสียงร้องเพลงของนักร้องนำของวงบอยแบนด์วงหนึ่งถูกเขาปิดเพราะกำลังจะลงจากรถไปเจอหน้าเพื่อนที่กำลังนั่งรอเขาอยู่ที่ป้ายรถประจำทาง

“ชักช้า ฉันนัดนายตอนแปดโมงครึ่งนะ!”

“แล้วนายมากี่โมง?” แบคฮยอนยิ้มให้เพื่อนที่ย่นจมูกใส่เขา

“โอเค แปดโมงห้าสิบ” จงอินเอื้อมมือมาผลักหัวกันเบาๆ “ไปเถอะ ตอนบ่ายคาเฟ่ก็ยุบหมดแล้ว เค้าไปดูดนตรีกัน”

จงอินเรียกแท็กซี่ก่อนจะดันตัวและหัวของแบคฮยอนเข้าไปในนั้น บอกจุดหมายปลายทางในการขึ้นรถครั้งนี้ ก่อนที่รถจะเคลื่อนไปบนถนนเพื่อไปยังโรงเรียนที่ว่านั่นของจงอิน

“ห้องเอเค้กอร่อยทุกปี ขอโม้หน่อย”

“ที่ไปนี่เพราะติดใจรสชาติเค้ก?”

“ไปเป็นเพื่อนนายต่างหาก จะเรียนจบม.ปลายอยู่แล้ว งานเทศกาลอะไรไม่เคยไป ใช้ไม่ได้”

แบคฮยอนหันไปยิ้มกับตึกราบ้านช่องนอกกระจกรถ เพื่อนสนิทของเขาอย่างจงอินนั้นเป็นนักเที่ยวตัวยง เจ้าตัวไปงานเทศกาลของทุกโรงเรียนที่อยู่ในระยะยี่สิบกิโลเมตร และกลับมาบอกกับเขาทุกปีว่างานเทศกาลของโรงเรียนที่เรากำลังจะไปนี้ดีที่สุด

ส่วนโรงเรียนของเรานั้นไม่ได้เรื่อง เขาเองยังคิดว่ามันไม่ได้เรื่องเลย ขนาดไม่ค่อยจะสนใจอะไรแล้วนะ แต่โรงเรียนของเขามันน่าเบื่อจริง ๆ

“ทำไมยิ้มแบบนั้น?” จงอินทำให้เขาต้องละสายตาจากแม่ลูกคู่หนึ่งหน้าร้านขายขนม “เหมือนแกล้งยิ้ม ความจริงข้างในคือเบื่อมาก”

“เปล่าสักหน่อย” เพื่อนคนนี้คิดไปเองเก่งจริง “คิดว่า...นายเคยบอกว่ามันสนุก”

“ถ้าเป็นนายที่เอาแต่ไปนอนเล่นอยู่หลังโรงเรียนในวันจัดงานเทศกาลของโรงเรียนเราแล้วล่ะก็...ที่นี่โคตรสนุก”

“ขนาดนั้นเลยนะ?”

“ขนาดนั้นแหละครับ เพื่อนเอ๋ย”

โรงเรียนนี้มีพื้นที่กว้างกว่าโรงเรียนของแบคฮยอน แต่ไม่มีตึกที่สูงเกินกว่าหกชั้น ต่างจากโรงเรียนของเขาที่ทุกตึกสูงในระดับแปดชั้น เดินกันไม่หวาดไม่ไหว เขาเองยังต้องหยุดอยู่ที่ชั้นห้าก่อน พักหายใจสักครู่ เพื่อที่จะได้เดินต่อไป

จงอินเป็นคนจ่ายค่าแท็กซี่ เพราะตั้งใจจะให้เขาเลี้ยงขนม เจ้าตัวลากกันเข้าไปในโรงเรียน พาเดินผ่านคนมากมายที่อยู่ในชุดนักเรียนที่ต่างกัน พอเห็นแบบนี้แล้วเขาก็รู้ว่างานเทศกาลที่นี่คงดังจริง ๆ ไม่ได้น้อยไปกว่าที่จงอินพูดเลยสักนิด ทางเดินเข้าโรงเรียนนั้นแทบจะต้องแทรกตัวผ่านเข้าไป มีทั้งคนที่ใส่เสื้อคลุม แต่งชุดแฟนซี คอสเพลย์เป็นตัวการ์ตูน หรือใส่ชุดเหมือนเป็นนักแสดงละครเวที ชุดนักเรียนที่เขาไม่แม้แต่จะเคยเห็นมาก่อนก็ได้มาเห็นที่นี่

พอพูดถึงเทศกาลโรงเรียนแล้วก็นึกได้ถึงของกิน แน่นอนว่าแบคฮยอนเห็นของกินมากมายละลานตาไปหมด เช่นเดียวกับการต่อแถวซื้อที่ยาวจนอาจจะท้อใจได้ แต่มันก็ไม่ใช่กับเขาที่มีมื้อเช้าตอนเจ็ดโมงเป็นไข่ดาวโปะข้าวกับซุปถั่วงอกที่เหลือจากมื้อเย็นเมื่อวานนี้

“จะพาไปกินเค้กไง เดี๋ยวมันจะหมดเอา” จงอินบอกกับเขาที่กำลังต่อแถวซื้อไก่ทอดเสียบไม้อยู่ “เดี๋ยวค่อยลงมากิน”

“ไม่เอา จะกินตอนนี้” เขาไม่ยอมไป ขอแค่ไก่ไม้เดียว ไม่สิ...สองไม้ “นายไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันตามขึ้นไป”

“แบบนั้นฉันก็ต้องจ่ายก่อนน่ะสิ ไม่เอาหรอก”

“ถามจริง?”

“ถามจริงๆ คือให้ฉันไปก่อนแล้วนายเดินไปถูกรึไงแบคฮยอน จากที่นี่กลับบ้านตัวเองก็ยังจำไม่ได้เลยมั้ง ไม่ต้องมาพูด—ไม่ต้องมาเถียง” จงอินยกมือชี้หน้าเขาที่อ้าปากจะพูด “รอก็ได้ เค้กก็หารสองแหละหน่า แต่นายเลี้ยงน้ำนะ ฉันอยากกินคุกกี้แอนด์ครีม”

เขาโอเคกับการเลี้ยงน้ำเพื่อน เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องจ่ายค่าแท็กซี่คืนให้จงอิน มันก็แฟร์ดีเหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็นตอนไหนก็เป็นเวลาที่ดีในการกินไก่ทอด สิบโมงสิบนาทีที่แบคฮยอนยืนอยู่หน้าสุดของแถว เป็นคิวแรกที่จะได้ไก่ทอดที่ตอนนี้กำลังอยู่ในน้ำมันเดือดจัด ยิ้มรับคำพูดของนักเรียนที่เป็นคนขายว่ารอสักครู่นะคะ เลือกซอสว่าเอาซอสเผ็ดหนึ่งไม้ ซอสกระเทียมสองไม้ไปเลย ความอยากของการเห็นไก่ที่ทอดใหม่ๆ มันทำให้เขาหยุดตัวเองไม่ให้สั่งเพิ่มไม่ได้ ไม่มีใครทำได้หรอก

“ทำคาเฟ่กันทุกห้องเลยเหรอ?”

“ส่วนมาก ขายสไตล์กันมากกว่า” จงอินตอบคำถามของเขา ระหว่างที่เรากำลังเดินขึ้นบันไดไปชั้นสี่ “เมดคาเฟ่ โฮสต์คลับแบบญี่ปุ่น คอสเพลย์ อะไรประมาณนั้น”

“แล้วที่นายจะไปมันเป็นแบบไหน?” แบคฮยอนถามก่อนจะอ้าปากกินไก่คำโต ซอสหวานไปหน่อยแต่ไก่กรอบมาก พอจะทดแทนกันได้

“ร้านที่ฉันจะไป...เน้นคุณภาพ” จงอินพูดด้วยความภาคภูมิใจ “เป็นคาเฟ่ธรรมดา แต่คิวเป็นล้านเพราะว่าโคตรอร่อย”

“นายควรจะรู้สิว่าเขารับขนมมาจากไหน?”

“ฉันเคยถามแล้ว มันเป็นขนมทำเอง แล้วก็ต้องสั่งทำเป็นก้อน คนที่ทำก็เรียนอยู่ห้องเอเนี่ยแหละ ฉันน่ะ ต้องสั่งล่วงหน้าตั้งสามอาทิตย์ถึงจะได้กินสม—นี่ไง! ให้ตายเถอะ!”

คิวเข้าร้านที่ยาวมาจนถึงบันไดทำให้จงอินอารมณ์เสีย และมันทำให้เขาตลกไม่น้อยที่เห็นเพื่อนหัวเสียเพราะเรื่องขนมหวาน ไม่เคยเห็นมันจะชอบกินขนมที่ไหน แต่การสั่งเค้กมาสองปอนด์เพื่อกินคนเดียวและยอมอดทนรอสามอาทิตย์นั้น เป็นอะไรที่จงอินไม่น่าทำได้เลย

“ตอนนี้เค้กส้มสดหมดแล้วนะครับ!”

“แม่งเอ๊ย...ไก่นายมันทำพิษ!” จงอินหันมาบอกกับเขาที่ยักไหล่กลับไป

“มันอยู่ในลิสต์ที่นายจะกินรึไง?”

“อยู่สิ เพราะว่าฉันจะเอาทุกอย่างอย่างละหนึ่งชิ้น!”

เพื่อนของแบคฮยอนคนนี้เป็นบ้าไปแล้ว เพียงแค่ในอีกห้านาทีต่อมาที่เจ้าตัวได้ยินว่าชีสเค้กบลูเบอร์รี่หมดแล้วนั้น เขาถึงกับโดนมันตบหลังไปหนึ่งที แถมยังมองไก่ทอดเสียบไม้ชิ้นสุดท้ายด้วยแววตาราวกับเกลียดกันตั้งแต่ชาติปางก่อน ชีวิตนี้จะไม่เอาไก่ทอดอีกแล้ว

“ฉันทำชีสเค้กเป็นนะ”

“โม้เถอะ กินยังไม่เคยจะกินให้เห็น ไม่ต้องมาพูด”

“ก็ฉัน...” เขายิ้มเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ “เคยเรียนทำขนมสมัยเด็กๆ ไม่สิ เล่นทำขนมมากกว่า แล้วคนที่สอนน่ะ ทำชีสเค้กได้อร่อยที่สุดในโลกเลย ฉันกินที่ไหนมันก็ไม่เหมือนกินตอนนั้น ก็เลยเลิกกินไป”

“แต่รู้ไหม ไอ้บยอน ถ้านายได้กินชีสเค้กของที่นี่ นายจะลืมเค้กสมัยเด็กของตัวเองไปเลย”

“ไม่มีทาง”

แบคฮยอนลืมมันไม่ได้หรอก

เพราะว่าเขาไม่เคยลืมเลย ว่าตอนที่ได้กินเค้กตอนนั้น มันมีความสุขมากแค่ไหน

ตอนที่ฟังเพลงนั้นเมื่อเช้าบนรถประจำทาง เขาคิดถึงเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เคยไปส่งเขาที่บ้านทุกวัน มื้อเช้าที่กินซุปถั่วงอกนั้นทำให้นึกถึงคนที่บอกว่าไม่ชอบมันเลยสักนิด ตอนที่เห็นลูกบาสเกตบอลแล้วจำได้ว่าเจ้าตัวอยากจะโตขึ้นไว ๆ เพื่อที่จะได้เล่นมันได้มากขนาดไหน ตอนที่เป็นลูกมือชิมเค้กให้แม่ของตัวเองจนกินไม่ไหว ชวนเขามาชิมด้วยจนเป็นขาประจำสองคนที่ได้กินเค้ก...ที่อร่อยที่สุดในโลก

ถึงแบคฮยอนจะลืมบางเรื่องในชีวิตไปบ้าง เขาจำไม่ได้แล้ววิชาคณิตตอนม.ต้นนั้นเรียนอะไร แต่เขากลับจำได้ว่าเคยสร้างปราสาททรายกับใคร ปลูกต้นอะไรในวิชาเกษตร เรียนว่ายน้ำกับใครคนนั้นที่ลื่นล้มคางแตก แต่พวกเขาก็โตพอเพียงแค่จะซื้อพลาสเตอร์มาแปะมันเอาไว้ แล้วได้มารู้ทีหลังว่าอีกฝ่ายไปเย็บคางที่โรงพยาบาลตอนสามทุ่ม เพราะพ่อที่มาดูแผลให้บอกว่ามันคือแผลคางแตก ต้องให้คุณหมอเย็บให้

“ยิ้มอะไร ไอ้บยอน!” จงอินดึงเขากลับมาจากความทรงจำในอดีต “เขาบอกว่าเรดเวลเวทหมดอีกแล้วเนี่ย!”

“ถ้ามันจะเหลือน้อยมากนายก็สั่งอย่างละสองชิ้นก็ได้ ฉันไม่เกี่ยงหรอก”

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะเอา—”

“เชิญครับ สองท่านใช่ไหม?”

“ครับ!” จงอินปรับเปลี่ยนอารมณ์ได้ทันทีเมื่อถึงคิวของเราแล้ว เขามองผ่านประตูเข้าไปในห้อง เห็นว่ากำลังเก็บโต๊ะกันอย่างขยันขันแข็ง

“สั่งขนมก่อนแล้วค่อยไปที่โต๊ะนะครับ คนนี้...ยูนาจะเป็นคนดูแล พบปัญหาเรียกได้เลยนะครับ”

“สวัสดีค่ะ สั่งขนมทางนี้เลยค่ะ” แบคฮยอนยิ้มรับด้วยความยินดี ร้านนี้สุภาพมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาคิดเอาไว้ในหัว มันไม่ได้หยาบคาย แค่คิดว่าอาจจะพูดกันเหมือนกับเพื่อนเพราะเราก็เป็นเด็กมัธยมเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วกลับพูดเพราะเหมือนอยู่ในร้านจริง ๆ

“เอาทุกอย่างอย่างละชิ้นครับ ช็อกโกแลตกานาชกับท๊อฟฟี่เค้กเอาสอง” จงอินสั่งโดยไม่สนใจเขาสักนิด “ปีนี้ขายน้ำไหมครับ?”

“ขายค่ะ แต่มีเป็นชารสผลไม้ น้ำเปล่าฟรีด้านนั้นค่ะ”

“เอาชามะนาวสองแก้ว เอาแบบเย็นครับ...ไอ้แบคฮยอน มาจ่ายตังค์”

ระหว่างที่เขากำลังนับเงินในกระเป๋าให้จงอิน เขาก็ได้ยินเสียงมันถามเพื่อนพนักงานขายราวกับสนิทกันมานานว่าถ้าปีหน้ารุ่นนี้เรียนจบกันไปหมดแล้ว มันจะมากินเค้กแบบตัดชิ้นที่ไหน เพราะเวลาสั่งต้องสั่งเป็นปอนด์ มันจะเอาเงินมาสั่งเค้กอย่างละปอนด์ทั้งหมดสิบก้อนไม่ได้ ที่ในตู้เย็นที่บ้านไม่พอ แถมแม่จะตีเอาอีกต่างหาก

“มันอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ?” แบคฮยอนมองเค้กสิบสองชิ้นตรงหน้าที่วางอยู่เต็มโต๊ะไปหมด “ถ้ากินไม่หมด—”

“ปีที่แล้วฉันมากินแปดชิ้นคนเดียว ถ้านายจะกินไม่ไหวก็อ่อนแอมาก เลิกคบกันไปเลย”

“ถ้ามันจะอร่อยกว่าที่ฉันเคยกินจริงๆ...” เขาตัดเค้กช็อกโกแลตกานาช ใช้ส้อมจิ้มมันขึ้นมาถือไว้ “ฉันกินได้สิบชิ้นเลย”

ทันทีที่เค้าเข้าไปอยู่ในปาก ลิ้นที่ทำหน้าที่ในการรับรู้รสชาตินั้นกำลังทำงานของตนได้อย่างสมศักดิ์ศรี และมันทำให้เขาหัวใจเต้นแรง และแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อได้รับรู้ถึงความเป็นช็อกโกแลตที่ยิ่งใหญ่ของเค้กคำนี้

“เฮ้ย...” แบคฮยอนกำลังทำตัวประหลาดในสายตาของจงอิน เขาหันไปตักเค้กวานิลลาเข้าปาก ตามด้วยท๊อฟฟี่เค้ก เค้กมะพร้าว ทาร์ตมะนาว เค้กสตรอว์เบอร์รี่ “จะไม่เก็บไว้ให้ฉันกินบ้างเหรอวะ...ไอ้บยอน!”

เขาผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก้าวตรงไปยังเคาน์เตอร์ที่ดูแล้วก็รู้ได้ว่าจัดทำขึ้นมาเฉพาะกิจ เรียกคนที่กำลังชงชามือระวิงให้สละเวลาสักวินาทีเพื่อมาคุยกับเขา

เพราะว่าเค้กนั่นมันอร่อยที่สุด...

อร่อยเหมือนตอนนั้นที่แบคฮยอนนั่งอยู่ใต้แสงไฟสีส้ม มีเค้กช็อกโกแลตก้อนหนึ่งวางอยู่ตรงหน้า รับช้อนมาจากเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ทิ้งตัวลงนั่งข้างกัน หัวเราะไปด้วยกัน ก่อนจะตักเค้กช็อกโกแลตเข้าปากพร้อมกัน

‘แบคฮยอนรอกินเค้กฝีมือเรานะ’

‘อื้อ...’

‘เราจะทำให้เก่งกว่าแม่เราเลย!’

‘เราก็จะกินเค้กทุกก้อนที่ชานยอลทำเลย!’

ชานยอล...ปาร์คชานยอล...

“ขอโทษนะครับ ช่วยบอกผมได้ไหมว่าคนที่ทำเค้กนี่อยู่ที่ไหน?”

“ครับ?”

“ที่บอกว่าคนทำเค้กเรียนอยู่ห้องนี้...ไม่สิ ปาร์คชานยอล อยู่ไหนเหรอครับ?”

“สักครู่นะครับ” คนชงชายิ้มให้เขาที่หายใจแทบไม่ทั่วท้อง ก่อนจะหันไปหาเพื่อนของตัวเอง “มึง ไอ้ชานยอลมันหายหัวไปไหนวะ?”

มีปาร์คชานยอลอยู่ที่นี่....ชานยอลอยู่ที่นี่จริงๆ!

“เอาจานไปล้างข้างล่างมั้ง เห็นไปกับไอ้เซฮุนมัน อยู่หลังตึกอ่ะครับ มันมีลานอยู่”

“ขอบคุณครับ!”

ตอนนั้นเองที่เขากำลังวิ่งออกจากห้องเรียนห้องนี้เพื่อจะลงไปข้างล่างตามที่นักเรียนห้องนี้บอก แต่เขาก็นึกถึงจงอินที่นั่งอยู่ด้านหลัง เพื่อนที่กำลังมองเขาด้วยสายตาเหมือนมองหนอนใบชา ถามว่านายเป็นบ้าอะไรของนาย

“ฉันขอตัวแปปนึง นายนั่งรออยู่นี่นะ”

“อะไรวะ?”

“เอ่อ...ไปแปปเดียว เดี๋ยวมา ไปนะ”

ถึงจะวิ่งช้ากว่าที่ปกติเคยทำได้เพราะจำนวนคนที่อยู่ในบริเวณทางเดิน รวมถึงทางขึ้นลงบันไดนั้นมิใช่น้อย ๆ แต่เขาสาบานได้ว่าหัวใจของเขามันไม่เคยเต้นแรงและเร็วขนาดนี้ หรือไม่...อาจจะเท่ากับวันนั้นที่เขายืนร้องไห้อยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งที่เขาเคยมากินเค้กทุกวันจนน้ำหนักขึ้นไปสี่กิโลกรัม ตอนที่คนที่กำลังจะย้ายบ้านไปจากเขาเข้ามากอดกันเอาไว้ บอกว่าจะกลับมาหานะ

ตอนนี้...แบคฮยอนคิดว่าเราทั้งคู่แก่แดดเกินใครที่เอาริมฝีปากแตะกันแบบในละครที่แม่ชอบดู เวลาที่พระเอกกับนางเอกจะต้องจากกัน

ตอนนั้น...เขาหัวใจเต้นแรงทั้งที่เสียใจ มันเต้นเร็วมากจนเขาแทบจะหายใจไม่ไหว

‘รอเรานะ แบคฮยอน’

‘อื้อ...ฮึก...’

‘เราจะกลับมาหา สัญญา’

ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ามันจะเป็นวันนี้ วันที่เขาตอบรับการชวนมางานเทศกาลของเพื่อนเพราะว่ามันเป็นปีสุดท้ายในวัยมัธยม วันที่เขาโดนเพื่อนลากมาเพราะว่ามันอยากจะกินเค้กสุดที่รักของมัน ไม่รู้ว่าเขาจะขอบคุณจงอินยังไง ไม่เคยคิดเลย ไม่เคยคิดมาก่อน

ว่ามันจะเป็นที่นี่ ในช่วงเวลานี้

แบคฮยอนเกือบสะดุดล้มตรงบันไดขั้นสุดท้ายเพราะว่าเขาตื่นเต้นมากเกินไปหน่อย แต่โชคดีที่จับราวบันไดเอาไว้ได้ทัน เขาออกจากตัวตึกของมัธยมปลายปีสาม วิ่งไปทางด้านหลังตามที่เพื่อนนักเรียนโรงเรียนนี้แนะนำมา บอกกับเขามาว่ามันอยู่ตรงนั้น ที่ที่ปาร์คชานยอลกับเพื่อนอีกคนเอาจานมาล้างด้วยกันตรงนี้

อาการพะว้าพะวงใจเกิดขึ้นเมื่อเขาไม่รู้ว่าชานยอลอยู่ตรงไหน หรือว่ากลับไปแล้วรึเปล่า ชานยอลยังคงเหมือนเดิมในแบบที่เขาจำได้ไหม ถ้าชานยอลเห็นหน้ากันแล้วจะจำเขาได้รึเปล่า หรือว่าจะลืมเขาไปแล้ว

ชานยอลจะลืมเรื่องของเราไปรึยังนะ...

“ไอ้ชานยอล ยกช้อนมา เดี๋ยวกูกับไอ้จงแดยกจาน!”

“เออ กูยังล้างไม่...”

‘เคร้ง!’

“เฮ้ย! ไอ้ชานยอล!”

อาจเป็นเพราะสายตาของเราที่สบกัน เพราะว่าเราได้พบเจอกันอีกครั้ง ข้าวของในมือของปาร์คชานยอลถึงได้ตกลงไปอยู่ที่พื้น และบยอนแบคฮยอนคนนี้ที่วิ่งเข้าไปตรงนั้นโดยไม่สนว่าจะมีใครทำอะไร จะมีคนมากแค่ไหน เขาแค่อยากจะวิ่งเข้าไปตรงนั้น ตรงเข้าไปให้รู้ว่าเขาไม่ได้ฝันไป

และเขาก็ไม่ได้ฝันไปจริง ๆ ในช่วงวินาทีที่เขาได้อยู่ในอ้อมกอดนั้น และเขาที่ได้กอดคนคนนี้เอาไว้
ตอนที่เราได้รู้จักกันครั้งแรกที่โรงเรียนประถมเมื่อเราต่างคนต่างเป็นนักเรียนใหม่ในช่วงอายุเจ็ดขวบ ขึ้นรถโรงเรียนสีเหลืองไปโรงเรียนด้วยกัน นั่งเรียนข้างกันที่โรงเรียน กลับบ้านด้วยกัน ลงรถที่บ้านของชานยอล นั่งกินเค้กที่อร่อยที่สุดในโลกและทำการบ้านด้วยกัน ก่อนที่อีกฝ่ายจะมาส่งเขาที่บ้าน พูดว่าพรุ่งนี้เจอกันนะ

ก่อนที่วันพรุ่งนี้ที่ไม่ได้เจอกันอีกแล้วจะมาถึง

และในวันนี้ที่เราได้เจอกันอีกครั้ง

“...”

“...”

“เอ่อ...” เขาผละออก รู้ตัวว่ากำลังแก้มแดงเข้าให้แล้ว “ฉัน...นายกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“ตั้งแต่ตอนขึ้นม.ปลายแล้ว” คนที่ดูเหมือนจะแก้มแดงขึ้นมาเหมือนกันตอบเขา “นาย...ย้ายบ้าน”

“ก็ใช่ ตอนม.ต้นน่ะ”

“ฉัน...กลับมาแล้วนะ”

“ชานยอล มึงโอเคไหม?” เพื่อนของเจ้าตัวที่ยืนอยู่ห่างไปหน่อยถาม “เดี๋ยวข้างบนมันว่าเอา”

“โอเค ๆ ขึ้นไปก่อนเลยก็ได้ เดี๋ยวเก็บของแล้วตามไป” ชานยอลบอกเพื่อนทั้งสองคนที่พยักหน้ารับก่อนจะพากันเดินไปก่อน มีเพียงแค่เขากับชานยอลที่ช่วยกันเก็บของที่อยู่ในตะกร้าไปล้างใหม่ ไม่ได้พูดคุยอะไรกันนอกจากล้างมันให้สะอาดแล้วพากันเดินกลับขึ้นไปคาเฟ่ของห้องเอที่มีขนมแสนอร่อยรออยู่ และเจ้าของขนมเค้กที่อยู่กับเขา

“...”

“ฉันพยายามตามหานายแล้วนะ แต่ไม่รู้จะทำยังไง ฉันไม่รู้ว่านายอยู่ที่ไหน ก็เลย...ทำแค่หวังว่านายจะมาเที่ยวที่นี่สักปี แล้วจำเค้กฝีมือแม่ฉันได้”

“นายน่าจะเดาได้นะว่าฉันไม่ชอบเที่ยวอะไรแบบนี้”

“ฉันไม่มีทางเลือกแล้ว ทำได้แค่หวังว่านายจะมา”

“...”

“แล้วก็มาจริง ๆ ด้วย ปีสุดท้ายเลยเนอะ”

มันอาจจะเป็นเพราะว่าเรายังเด็กเกินกว่าที่จะพยายามติดต่ออย่างที่คนเป็นผู้ใหญ่ทำ สิ่งที่มันเกิดขึ้นจึงเป็นการที่เขาเฝ้ารอคอยวันที่เราจะได้พบกันอีกครั้ง เขาเติบโตขึ้น ชานยอลเติบโตขึ้น เขาไม่รู้ว่าอีกฟากฝั่งของความทรงจำจะเป็นอย่างไร เพียงแต่สิ่งที่อยู่กับเขานั้นมีเพียงแค่การรอคอยและเชื่อมั่นในคำสัญญาที่เรามีให้กัน เขาไม่มีวันลืมมันได้จริง ๆ

“ไปไหนมาวะ?” จงอินถามเขาที่เดินกลับมานั่งที่เดิม เค้กบนโต๊ะยังไม่ได้พร่องไปเท่าไหร่นัก เหมือนว่าเพื่อนของเขาเพิ่งจะกินมันเข้าไปเล็กน้อยเท่านั้น “มีอะไรรึเปล่า?”

“เจอเพื่อนน่ะ สมัยเรียนประถม” เขายิ้มกลับไป “ก็เลยวิ่งออกไปหา”

“จำได้ด้วยเหรอวะ เป็นกูลืมหมดแล้ว ต้องมีคนมาสะกิดอ่ะ แต่...ถ้าตอนป.6 ก็อาจจะจำได้อยู่”

“เออ กินเถอะ กินอะไรไปแล้วบ้าง”

“กินทุกอย่างแหละ อย่างละคำ” จงอินตอบเขา “เพื่อนนายคนไหนวะ?”

“คนนั้นไง ที่กำลังเอาเค้กเข้าตู้น่ะ” เขามองไปทางชานยอลที่กำลังจัดการเอาเค้กเข้าตู้ รวมถึงมองตรงมาที่เขาด้วย “ชื่อปาร์คชานยอล”

“รักแรก?!”

“ไอ้จงอิน!” เขาตรงเข้าตะครุบตัวเพื่อนแต่ว่ามันไม่ทันแล้ว คนได้ยินกันทั้งห้อง “ไอ้เพื่อนบ้า!”

“ขอโทษ ก็ตกใจนี่” จงอินทำหน้าขอโทษขอโพย เสียงเบาจนกลายเป็นการกระซิบ “ก็นายบอกว่าไม่ได้เจอกันตั้งนานแล้ว ฉันก็ตกใจไม่ได้เหรอวะ?”

“ก็ไม่ได้บอกว่าตกใจไม่ได้ แต่จะเสียงดังไปทำไมเล่า!” เขาเอามือหยิกแขนจงอินที่สะดุ้งเพราะความเจ็บ “รู้กันหมดแล้ว เลิกคบดีไหม—”

“ไม่ดีหรอก จะเลิกไปทำไม” เสียงของคนที่เดินเข้ามาทำให้เขากับจงอินนั่งหลังตรงทันควัน “เพื่อนนายเป็นเพื่อนที่ดีนะ”

“ใช่ไหมล่ะ ฉันชื่อจงอินนะ” จงอินยิ้มให้ชานยอล และนั่นทำให้ใจของเขาเต้นไม่ถูกจังหวะเอาเสียเลย “ส่วนนายน่ะ ปาร์คชานยอล”

ไอ้จงอิน แบคฮยอนจะไม่คุยกับมันแล้ว!

“ชานยอล นายไปบอกแม่ว่าไม่ต้องขายเค้กให้คนที่ชื่อคิมจงอินแล้วนะ นิสัยไม่ดี”

“แม่นายทำนี่เหรอ?” เพื่อนของเขาตาโตเท่าไข่ห่าน “สุดยอด! ฉันเป็นแฟนคลับแม่นาย!”

“ขอบใจ” ชานยอลยิ้มให้จงอินก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้เขา “แต่แบคฮยอนเป็นก่อนนะ”

“ใช่ ฉันเป็นก่อน” แบคฮยอนชนะจงอินแล้ว “ไม่ขายให้แล้ว นิสัยเสีย”

“รักแรก ๆๆๆ”

“จงอิน!”

เขายกมือจะฟาดเพื่อน แต่ยังไม่ทันจะได้ยกพ้นตัว มือของเขาก็ถูกคว้าไว้โดยคนที่ทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ กัน ชานยอลจับมือของเขาเอาไว้แน่น ก่อนจะส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม แต่...ทำไมต้องไม่ปล่อยด้วยล่ะ เขาไม่ตีจงอินแล้วก็ได้ แต่จับมือเอาไว้แบบนี้ คนจะเห็นกันหมดนะ

“ฮั่นแหน่ะ” เสียงแซวมาจากคนที่เดินผ่านโต๊ะเพื่อเอาเค้กมาเสิร์ฟ “ทำอะไรอ่ะ?”

“คนนี้เหรอ!” เสียงผู้ชายดังมาจากเคาน์เตอร์ด้านหน้า “เฮ้ย พวกมึง คนนี้!”

“เฮ้ยยย คนนี้เว้ยยยย! น้ำตาจะไหลว่ะ เอาโทรโข่งมาดิ๊!”

แบคฮยอนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อยู่ดี ๆ ก็เหมือนว่าคนในห้องเอหรือว่าเพื่อนของชานยอลจะวิ่งทั่วห้อง คนที่จับมือเขาเอาไว้ก็เอาแต่หัวเราะ ในขณะที่คนอื่นที่มากินเค้กนั้นกำลังมีอาการที่ไม่ต่างจากเขาสักเท่าไหร่นัก

“สวัสดีครับ ผมคิมจุนมยอน หัวหน้าห้องของม.ปลายปีสามห้องเอครับ” เสียงโทรโข่งดังไปทั่วบริเวณ รวมถึงแถวที่ต่ออยู่นอกห้องด้วย ทุกคนต่างปรบมือเมื่อเสียงนั้นดังขึ้น จงอินเองก็เหมือนกัน “เนื่องด้วยปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่เราจะได้จัดคาเฟ่แบบนี้ ทุกคนคงคิดว่าเราทำเพื่อเงินห้อง หรือว่าเรื่องของการชนะห้องดีเด่นของโรงเรียน แต่เรื่องเหล่านั้นมันก็เป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ ครับ เมื่อเราได้รู้ถึงความต้องการของเพื่อนคนหนึ่งที่ย้ายกลับมาอยู่ที่นี่”

“...”

“เมื่อสองปีที่แล้ว เพื่อนคนนั้นยกมือขึ้นในขณะที่เรากำลังตกลงกันว่าจะทำอะไรในงานเทศกาลของโรงเรียน เพื่อนคนนั้นตัดสินใจเล่าให้สมาชิกทุกคนในห้องฟังว่าเพื่อนคนนี้...อยากจะตามหารักครั้งแรก และรักครั้งเดียวของเค้าให้เจอ”

“...”

“เพราะว่าไม่มีวิธีอื่นแล้วที่จะตามหา นอกจากจะรอคอยอย่างมีความหวัง ว่ารักครั้งเดียวคนนั้นจะมาที่นี่ ได้กินเค้กที่เพื่อนคนนี้เป็นคนทำ แล้วจะจำได้ว่าเราเคยนั่งกินเค้กที่แสนอร่อยนี้ด้วยกัน จำได้ว่าวันนั้นเรามีความสุขมากขนาดไหน ...เราทุกคนในวันนี้ รอคอยคนคนนั้นไม่ต่างจากเพื่อนของเรา แล้ววันนั้นก็มาถึงแล้วครับ!”

“เฮ!”

แบคฮยอนตกใจ แต่ก็หลุดหัวเราะออกมาพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มคลอเบ้าเมื่อเห็นบลูเบอร์รี่ชีสเค้กก้อนโต เค้กที่เขาชอบมากที่สุดเท่าที่รู้จักเค้กชนิดไหนมาในชีวิตนี้ เขามองชานยอลที่ผละมือออกจากเขาไปรับเค้กจากเพื่อน ก่อนจะยื่นมันให้เขาทั้งก้อน บอกว่า...ขอบคุณที่มาหากันนะ

“นายทำเองเหรอ?”

“ใช่...” ชานยอลยิ้ม “เพราะว่านายรอกินเค้กฝีมือฉันอยู่ไง”

“...”

“ยังรออยู่ใช่ไหม?”

“รอสิ” เขายิ้มทั้งน้ำตา “ฉันรอนายมาตลอดนั่นแหละ ขอโทษนะ...ที่มาช้าแบบนี้”

“ฉันเองก็รอนายได้เหมือนกัน” ชานยอลใช้นิ้วโป้งเช็ดน้ำตาให้เขาที่รับเค้กก้อนโตมาแล้ว “กินให้หมดนะ”

“หมดแน่ ๆ ของฉันทั้งหมดเลย”

“เลิกร้องไห้สิ เช็ดไม่ไหวแล้วนะ”

“ก็ไม่ต้องเช็ดสิ”

“ไม่ได้ ถ้าน้ำตานายหยดลงพื้น มันจะหมายความว่าฉันดูแลนายไม่ดี” ชานยอลตั้งใจเช็ดน้ำตาให้เขาจนมันดูตลกมากกว่าจะซึ้งใจ “แบคฮยอน...”

“อะไรเล่า ก็ดีใจนี่หน่า...” เขาดีใจมากจริง ๆ “คิดถึงนายจัง”

“ฉันก็คิดถึงนาย” ชานยอลยิ้มให้เขา “มาก ๆ เลย”

“ขอโทษนะ แต่ฉันขอเค้กชิ้นนึงได้ไหม?”

“จงอิน!” ไอ้เพื่อนไม่รู้จักกาลเทศะ “ไม่ให้!”

“ทำไมอ่ะ ได้คนทำไปแล้วก็ให้ทำให้ใหม่สิ ขอกินชิ้นนึงนะ อยากกินอ่ะ”

“ได้อะไรเล่าไอ้บ้า เงียบไปเลย!”

แบคฮยอนอยากจะกินหัวเพื่อนแทนกินเค้ก แต่พอหันไปสบตากับชานยอลที่อยู่ข้าง ๆ แล้ว มันก็อาจจะจริงอย่างที่จงอินพูดก็ได้

เพราะว่าเราได้เจอกันแล้ว...

จะช่วงเวลาไหน...ก็จะได้อยู่ด้วยกัน

จะไม่แยกจากกันไปไหนอีกแล้ว









Reply · Report Post