sodaisy95

🧸🎈 · @sodaisy95

6th May 2019 from TwitLonger

晴天 (One fine day) #HappyBaekhyunDay





晴天 (One fine day)
- CHANBAEK
- #HappyBaekhyunDay
- #ดซชานแบค








-กับข้าวอยู่ในตู้เย็นนะ ห้ามลืมกินข้าวเด็ดขาด-
-ไปทำงานแล้ว ปลุกแล้วก็ไม่ยอมตื่น-
-วันนี้มีประชุมดึก กินข้าวไปก่อนเลย อยู่ในตู้เย็นนะ-
-19.00 ร้านเดิมนะ ห้ามลืม!-
-ขโมยแซนด์วิชไปนะ ฉันหิว เดี๋ยวเย็นนี้ซื้อกลับมาคืน-
-เบอร์ช่างซ่อมท่อน้ำ 010-xxx-xxx-
-เครื่องทำกาแฟเสีย ซื้ออันใหม่ด้วยนะ-
-ซักผ้าด้วย แยกเอาไว้ให้แล้ว กดเหมือนเดิมนะ-

ตรงหน้าของเขามีกล่องเก็บของสีเงินวางอยู่บนโต๊ะ เปิดอ้าออกทำให้เห็นกระดาษหลายสิบแผ่นที่อยู่ด้านในจนนับไม่ถ้วน รวมถึงกระดาษที่ตอนแรกมันเคยอยู่ในกล่อง แต่ตอนนี้มันเข้ามาอยู่ในมือของชานยอลที่กำลังอ่านมันไปเรื่อย ๆ ทีละแผ่น กระดาษโน้ตที่มีลายมือของผู้ชายคนหนึ่งอยู่บนนั้น ในชีวิตประจำวันที่อาศัยอยู่ที่นี่ เขามักจะเห็นมันแปะอยู่สักที่ใดที่หนึ่งภายในบ้าน โคมไฟข้างเตียงนอน ตู้เย็น คอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษแผ่นใด เขียนว่าอะไร หรือแปะอยู่ที่ไหน เขาก็จะเก็บมันมาไว้ในกล่องนี้หลังจากที่พบเจอ แต่คนที่เขียนมันไม่เคยล่วงรู้หรอกว่าเขาทำแบบนี้ คงจะคิดว่าเขาเอาไปทิ้ง...ไม่สิ เคยพูดออกมาด้วยซ้ำว่านายคงขยำทิ้งไปแล้วสินะ อะไรแบบนั้นนั่นแหละ

ในวันนี้ที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เขามองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นว่าฝนกำลังตกอย่างหนัก ลมพัดแรงตั้งแต่เวลาเช้าแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ทำแค่บิดขี้เกียจแล้วลุกขึ้นไปอาบน้ำ ก่อนที่จะลุกเขาก็ติดนิสัยหันไปมองผ้าห่มอีกฝั่งและหมอนใบนุ่มที่ไม่มีร่องรอยของการใช้งานมาหลายวันแล้ว หลังจากคิดได้แบบนั้นเขาก็สะบัดหัว เดินเข้าห้องน้ำไปจริง ๆ สักที

กิจวัตรประจำวันของคนที่ทำงานที่บ้านอย่างเขานั้นไม่มีอะไรมากมายนัก มันแทบจะเป็นรูปแบบเดิมในทุก ๆ วันที่เป็นอยู่ ตื่นขึ้นมาในยามเช้าที่เข็มนาฬิกาชี้ไปยังเลขเก้า ไม่เคยสายไปมากกว่านี้ นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ประมาณห้าถึงสิบนาทีก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำ เดินลงมาข้างล่างเพื่อกดเครื่องทำกาแฟ เปิดตู้เย็นเพื่อดูว่าวันนี้จะกินอะไรเป็นมื้อเช้า ถือแก้วถือจานขึ้นไปด้านบนที่เป็นห้องทำงานเพื่อเช็คอีเมล ทำงานต่ออีกสักพักใหญ่ ๆ ถึงจะลงมาล้างจาน ทำงานบ้านจิปาถะ ขึ้นไปทำงานด้านบนต่อ รวบมื้อเที่ยงเข้ากับมื้อเย็น ทำงานอีกครั้ง และกินมื้อค่ำที่จะมีคนกลับมากินด้วยกัน นั่งฟังชีวิตประจำวันของคนที่พูดเก่งที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาในชีวิตนี้

ไม่สิ ตอนนี้มันไม่ค่อยเหมือนเดิมสักเท่าไหร่...

ชานยอลอยู่คนเดียวในบ้านหลังนี้ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด หรือจะเป็นมื้ออาหารมื้อไหน เขาใช้มันไปด้วยตัวคนเดียว

“วันนี้ไม่ต้องเข้ามาแล้วนะ กูจะออกไปข้างนอก” ชานยอลคุยโทรศัพท์ขณะที่กำลังเก็บกระดาษลงกล่องและเก็บมันให้เข้าที่เข้าทางไปด้วย
(เอ้า แล้วให้กูไปวันไหนวะ พรุ่งนี้กูไม่ว่าง)
“ก็วันไหนก็ได้ที่มึงว่าง แต่ไม่ใช่วันนี้” เขาเดินลงไปข้างล่าง ไม่ได้คิดว่าจะไปไหน แต่ก็แค่อยากออกไป อย่างน้อยฝนมันก็ไม่ได้ตกหนักแล้ว “งานมันไม่ได้เร่งนี่ ไม่ต้องรีบก็ได้”
(กูจะรีบทำรีบเสร็จ จะได้ว่างก่อนเดดไลน์ กูเป็นพวกก่อนเวลา ไม่ใช่ตรงเวลาเหมือนมึง)
“ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม” เขาไม่ชอบรีบ เวลาที่พอดีจึงเป็นอะไรที่ดีสำหรับเขา “แค่นี้นะ”
(เออ เดี๋ยวโทรไปนัดใหม่)

รองเท้าที่วางอยู่บนชั้นถูกเลือกหยิบมาใส่ เขามองไปยังตะกร้าที่มีร่มอยู่สองสามคัน ตอนนั้นเองที่ความรู้สึกภายในหัวใจมันตีตื้นขึ้นมา ภายในตะกร้าใบนั้นประกอบด้วยร่มสีกรมท่าของเขา ร่มที่ได้ฟรีมาจากองค์กรทางการเงิน และร่มสีฟ้าอ่อน ๆ ที่มีลายก้อนเมฆและจุดสีเหลืองเข้มอยู่บนนั้น ร่มที่เขาเลือกที่จะหยิบมันขึ้นมาแล้วกางมันเพื่อออกจากบ้านไปด้วยกัน

ถึงแม้ว่าฝนจะยังไม่หยุด แต่ท้องฟ้าก็เริ่มใกล้เคียงกับคำว่าฟ้าหลังฝนมากขึ้นทุกที มือของชานยอลกำอยู่ที่ด้ามร่มสีเหลือง ตอนนั้นเองที่เขาเงยหน้าขึ้นมองลวดลายของร่มผ่านทางด้านใน ตอนนั้นที่ไปซื้อของด้วยกัน ตอนที่เดินผ่านชั้นวางร่มที่มีลวดลายให้เลือกสรร ละลานตาเต็มไปหมด

‘ฉันซื้อดีกว่า อันเก่ามันหัก’
‘เอาของฉันไปใช้สิ ไม่ได้ออกไปไหนอยู่แล้ว’
‘สีมืดขนาดนั้นเนี่ยนะ? ฉันไม่ได้เป็นคนมืดมนอย่างนายนะ ไม่เอาด้วยหรอก’ คนพูดทำหน้าบูดบึ้ง เดินไปตามชั้นวางของเรื่อย ๆ โดยที่เขาเดินตามไปด้วย แต่ก็เกือบจะชนเข้าเมื่อคนที่เดินนำหน้านั้นหยุดกะทันหัน ก่อนจะหยิบร่มสีฟ้าขึ้นมาให้เขาได้เห็น ‘อันนี้เป็นไง?’
‘ก็เหมาะกับนายดี’
‘ใช่ไหมล่ะ มันน่ารักเหมือนฉันเลย’
‘ยี่สิบเจ็ดแล้วนะ’
‘สลับเลขกันเป็นเจ็ดสิบสองก็ยังน่ารักอยู่หรอก ฉันน่ะ!’

ก็จริงของเขานั่นแหละนะ ต่อให้อายุเท่าไหร่ ในสายตาคนที่อยู่ตรงนี้อย่างเขา ก็ยังคงเป็นคนที่น่ารักเสมอ

วันนี้เขาไม่มีจุดหมายปลายทางจริง ๆ ได้แต่เดินออกมาเรื่อย ๆ เพราะไม่อยากอยู่ในบ้านหลังนั้น ได้แต่เดินไปตามถนนหนทางที่เคยเดิน ออกจากถนนของบ้านเขาไปก็จะเป็นร้านขายไก่ตุ๋นโสมชื่อดังที่มีคนมากินไม่ขาดสายในทุก ๆ วัน

‘คือมันอร่อย ฉันรู้ว่ามันอร่อย แต่มันต้องคนเยอะแบบนี้เลยเหรอ?’
‘...’
‘รถจอดกันให้เต็มไปหมด ข้างถนนก็เต็ม ไปจอดบนถนนได้คงทำไปแล้วมั้งเนี่ย ทำไมไม่เดินมากินกันอ่ะ รถประจำทางก็ได้!’
‘...’
‘แล้วนี่ต้องต่อคิวถึงกี่โมงเนี่ย ฉันต้องเตรียมประชุมพรุ่งนี้อีก—ชานยอล นายจะยืนเฉย ๆ เหรอ นายช่วยฉันบ่นหน่อยสิ!’
‘คนเยอะ’
‘แค่นี้เนี่ยนะ?!’
‘คิวยาวมาก อย่ากินเลย’
‘ใช่ ไป กลับบ้าน! เดี๋ยวฉันทำแกงเต้าหู้ให้กิน!’

หรือว่าจะเป็นร้านกาแฟตรงนั้นที่รสชาติไม่ถูกปาก ทำให้คนดื่มไม่ชอบใจ

‘มันเปรี้ยวเนี่ย ฉันไม่ชอบแบบนี้’
‘...’
‘ชานยอล!’
‘นายบอกเค้าสิ’
‘ฉันบอกได้ที่ไหน นายเอาไปกินเลยเนี่ย ไม่อร่อยเลย!’
‘ก็บอกให้ชงกาแฟที่บ้าน’
‘ฉันไปกินอีกร้านนึงดีกว่า แย่ ๆ’

แล้วก็เป็นอีกร้านหนึ่งที่อยู่อีกฝั่งของมุมถนน ร้านที่เขากำลังยืนมองมันอยู่ในตอนนี้

‘ใช้ได้ ฉันว่านี่โอเคเลยนะ ตอนเช้าฉันไม่มีเวลาชงกาแฟเลย วันไหนตื่นสายแล้วฉันมาแวะที่นี่ดีกว่า โทรมาบอกไว้...เอ เบอร์โทรอยู่ไหนนะ’
‘อยู่นี่...’
‘นายลองชิมดูสิ ซื้อไหม ๆ ซื้อละกัน เดี๋ยวฉันสั่งให้...อเมริกาโน่ ทริปเปิ้ลช็อตครับ’

เขาเดินต่อไปอีกสักพัก ฝนเริ่มตกเบาลงจนตอนนี้มันแทบจะไม่มีหยาดฝนอีกแล้ว แต่ละอองที่ยังคงมีอยู่นั้นทำให้เขายังคงต้องกางร่มนี้ต่อไป รวมถึงคนที่เพิ่งออกมาจากร้านขนมปังร้านนั้น ร้านที่มีเดนิชอัลมอนด์แสนอร่อย เดนิชที่เขาเคยพบในตู้เย็นในบ้านของตัวเองเป็นสิบชิ้น

‘อ้าปาก มันอร่อย เชื่อฉัน’
‘...’
‘ชานยอล อย่ามาทำเมิน อ้าปาก ดีมาก...เป็นไง’
‘อร่อยดี’
‘ดี?’
‘อร่อยมาก’
‘โอเค ฉันพอใจแล้ว ชิ้นนี้ของนายนะ ส่วนที่เหลือทั้งหมดของฉัน’
‘ฝากเอาแก้วไปเก็บให้หน่อย’
‘ได้จ้า ตั้งใจทำงานน้า ไหนมาให้หอม ๆ หน่อยซิ!’

สุดท้ายแล้วเขาก็ตัดสินใจยืนรอสัญญาณไฟเพื่อข้ามถนนไปซื้อเดนิชอัลมอนด์ที่ร้านขนมปังแห่งนั้น ขนมที่เขาคิดว่ามันก็อร่อยดีแต่ไม่ได้พิเศษอะไร กลับกันกับคนที่บอกว่านี่มันวิเศษมาก มันอร่อยมากที่สุด

หรือแม้แต่กับสัญญาณไฟตรงนี้ ที่ตรงนี้...

‘จับมือข้ามถนนหน่อยดิ’
‘...’
‘เฮ้ย ทำเป็นไม่ได้ยินเหรอ ชานยอล!’
‘ถนนมันกว้างแค่นี้เอง’
‘ก็อยากให้จับ—ดีมาก เดินนำด้วยนะ!’

ตอนนั้นเขาคิดอะไรอยู่นะ จำไม่ได้เลยว่าตอนที่คว้ามือข้างนั้นมาเขาคิดอะไรอยู่ แต่เท่าที่จำได้ วันนั้นไม่ว่าจะทำอะไรหรือจะไปที่ไหน เขาก็ไม่ได้ปล่อยมือข้างนั้นไปเลย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจำได้ดีว่าเขา...ปล่อยมือข้างนั้นไปไม่ได้

เขาเดินเข้าร้านขนมปังที่พนักงานส่งเสียงยินดีต้อนรับดังลั่นร้าน เดินตรงไปยังชั้นวางขนมปังอบสดใหม่ที่ส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ ก่อนจะหยิบถาดขนมที่มีป้ายติดอยู่ข้างหน้าว่าเดนิชอัลมอนด์ขึ้นมาทั้งถาด ตรงไปยังเคาน์เตอร์ชำระเงิน เพื่อซื้อมันไปทั้งหมด

ถ้ามีมันอยู่ในตู้เย็นที่บ้าน ถ้าเกิดว่าเขามีมันเอาไว้ตรงนั้น

หากเดินต่อไปอีกสักนิดเขาก็จะเจอร้านหนังสือ ร้านที่เขาเคยมายืนมองหนังสือของตัวเองอยู่บนชั้นวางในฐานะเบสท์เซลเลอร์อันดับที่สี่ เขาดีใจมากที่หนังสือในเรื่องประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่เขาเป็นผู้เขียนขึ้นติดอันดับแบบนี้ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ มันแทบจะเป็นไปได้น้อยที่หนังสือเชิงวิชาการจะขึ้นไปอยู่บนนั้น มันเหนือความคาดหมายจริง ๆ

‘หนึ่งเลยนะ นักวิจารณ์ให้คะแนนนายดีมาก บอกว่ามัน...เข้าถึงได้ง่ายและตรงไปตรงมา อ่านง่ายสำหรับคนนอกและอ่านดีสำหรับคนใน คนนอกอย่างฉันอ่านแล้วยังเข้าใจเลย ฉันว่ามันเหมือนนายเขียนนิยายมากกว่าจะเป็นหนังสือวิชาการล่ะนะ มันคือเหตุผลที่ทำให้ขายดีไง!’
‘...’
‘ฟังฉันอยู่รึเปล่าเนี่ย?’
‘ฟังอยู่’
‘วางไม่ลงเลยอ่ะ สมแล้วที่นายซุ่มเขียนอยู่สองปี ใครจะรู้ว่ามันจะสนุกแบบนี้ อ้อ...ต้องมาจากคอลัมน์ด้วยส่วนหนึ่งล่ะ เหมือนที่ฉันซื้อหนังสือของคนที่เขียนคอลัมน์ครัวสีแดงไง สุดยอด’
‘ขอบคุณครับ’
‘เซ็นหนังสือให้หน่อยที่รัก เอาตัวใหญ่ ๆ เลยนะ’

เขาเซ็นหนังสือให้คนที่บอกว่ามันดีที่สุด เขาจำได้ดีว่าตัวเองเขียนลงไปว่า รักนะ...สุดที่รัก วันนั้นเลยได้ยิ้มหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง ยิ้มที่บอกว่ารักเขาเหมือนกัน

จนมาถึงป้ายรถประจำทางที่เขาตัดสินใจหยุดเดิน หุบร่มสีฟ้าแล้วหันมองเวลาที่รถที่เขาตัดสินใจได้ว่าเดี๋ยวจะขึ้นนั้นจะมา

‘มาเสียอะไรวันนี้อ่ะ เบื่อเว้ยยยยย!’
‘เบา ๆ หน่อย’
‘เราต้องซื้อรถใหม่แล้วล่ะมั้ง เดี๋ยวฉันมีหน้าที่เอาคันนี้ไปขาย นายมีหน้าที่ดูรถใหม่นะ ให้ตายเถอะ เสียวันไหนไม่เสีย มาเสียวันสำคัญ!’
‘ไม่เอาหน่า มันก็ยังดีอยู่’
‘ไม่ดีแล้ว ไม่เอ—อ๊ะ รถมาแล้ว ขึ้นรถกัน!’

หรือว่าจะเป็นตรงนั้น ร้านเสื้อผ้าสตรีทแบรนด์ดังที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงมาเปิดตรงนี้

‘เสื้อตัวนี้เป็นไง ใหญ่ไปไหม? แต่ฉันชอบนะ เอาอันนี้แหละ’
‘...’
‘พูดอะไรหน่อย!’
‘อืม เอาตัวนี้แหละ’
‘โอเค...ฉันซื้ออันนี้ให้นายนะ น่ารัก—ไม่สิ มืดเหมือนนายเลย ประหยัดคำพูดไว้ฝากธนาคารรึไง เค้าไม่รับฝากหรอกนะ!’

ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน เรื่องราวก็อยู่ในทุก ๆ ที่ที่ได้ใช้ชีวิต เป็นความทรงจำที่มันฝังรากลึกอยู่ในใจ ถึงแม้จะคิดว่าหลงลืมไปบ้าง แต่ทุกครั้งที่ได้หวนคืนมา เขาไม่เคยลืมเลยแม้แต่วินาทีเดียว

เมื่อรถประจำทางเคลื่อนไปจอดที่ป้าย เขาก็ก้าวขึ้นไปบนรถ นั่งลงที่ที่ว่างบนนั้น ตอนนี้จุดหมายปลายทางในใจของเขาชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไร เขารู้แล้วว่าตัวเองต้องไปที่ไหน

เขาผ่านร้านต่าง ๆ มากมาย จนกระทั่งรถจอดลงที่ป้ายหน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง จากตรงป้ายนั้นที่เขาลงจากรถมา เดินต่อไปอีกหน่อยก็จะเจอถนนเล็ก ๆ เส้นหนึ่งที่เป็นย่านอยู่อาศัย จำได้ว่าต้องเดินเข้าไปประมาณหนึ่งร้อยเมตร เลี้ยวซ้าย แล้วก็เลี้ยวขวาอีกทีหนึ่ง อยู่หลังที่สองขวามือ เขาเดินตามทางที่ว่านั่น สุดท้ายก็มายืนอยู่หน้าบ้านสีครีมสบายตา หลังพอดีสำหรับอยู่ได้สองสามคน ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกหวั่นใจ อาจจะเป็นเพราะเรื่องนี้มันใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา เขาไม่ได้ตั้งใจ ไม่เคยตั้งใจ และไม่เคยรู้ว่ามันจะกระทบจิตใจคนฟังมากแค่ไหน

‘เมื่อไหร่จะเลิกบ่นแบบนี้สักที นายกำลังทำตัวน่ารำคาญนะ’
‘...’
‘...’
‘รำคาญ? นายรำคาญฉัน?’
‘ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น...’
‘นายหมายความแบบนั้นแหละ ชานยอล ฉันมันน่ารำคาญมากสินะ นายคงอยากจะพูดมานานแล้วสิ ประโยคนี้น่ะ!’
‘เดี๋ยวก่อนสิ...’
‘ถ้านายรำคาญ ฉันก็จะไม่อยู่ให้รำคาญแล้ว ฉันก็อยากจะไปเหมือนกันนั่นแหละ ถ้าจะรำคาญกัน...ฉันก็จะไป’
‘อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่ได้ไหม...’
‘ทำเป็นเรื่องใหญ่เหรอ ชานยอล! นายคิดว่านี่มันเรื่องเล็กรึไง นายพูดออกมาแบบนั้น จากความรู้สึกของนาย คนฟังอย่างฉันมันควรจะรู้สึกยังไงเหรอ บอกหน่อยสิ! คนที่เป็นแฟนนายอย่างฉัน ฟังแล้วไม่รู้สึกอะไรได้รึไง?!’
‘นายก็แค่เลิกบ่น—’
‘ฉันก็จะไปไกล ๆ นายแล้วนี่ไง! พอกันทีเถอะ ชานยอล เลิกพูดเหมือนว่ามันง่ายได้แล้ว!’
‘...’
‘นายคงอยาก...อยู่คนเดียวสินะ’

มันไม่ใช่แบบนั้น เขาไม่เคยคิดแบบนั้นเลยสักครั้ง

ชานยอลยกมือขึ้นกดกริ่งหน้าบ้านหลังที่เขากำลังยืนอยู่ ไม่นานนักก็มีคนชะโงกหน้าออกมา พอสบตากันแล้วก็บอกเขาว่ารอแปปนึงนะ จะไปตามออกมาให้

ใช้เวลาพอสมควรไปกับการยืนอยู่ตรงนี้ แต่เขาก็เข้าใจได้นะ คงจะงอแงไม่ยอมออกมาพบเจอหน้า ต้องให้เพื่อนที่ตัวเองหอบผ้าหอบผ่อนมาอยู่ด้วยกล่อมจนยอม ถึงได้เดินออกมาจากบ้านด้วยท่าทีกระฟัดกระเฟียด สบตาเขาผ่านประตูรั้วบ้านแบบนี้

“มาทำไม?!”
“มาง้อแฟน”
“ฮึ!”
“แบคฮยอน ชานยอลขอโทษ” เขาพูดเสียงอ่อน มองหน้าคนที่กอดอกแน่น “ฉันไม่เคยอยากทำให้นายเสียใจ แต่ก็พลาดทำหลายครั้งเลย ขอโทษจริง ๆ”
“...”
“ฉันขอโทษจริง ๆ กลับบ้านเราเถอะนะ”
“...”
“แบคฮยอน?”
“นายรำคาญฉันจริง ๆ รึเปล่า?” เจ้าของชื่อที่เขาเรียกนั้น ถึงจะกอดอกอยู่แต่แววตานั้นเจือไปด้วยความเสียใจ “นายบอกฉันมาเลยก็ได้ ฉัน...”
“รำคาญที่ฉันพูดไป มันคนละความหมายกับที่นายเข้าใจนะ”
“อ๋อเหรอ?”
“จริง ๆ” เสียงประชดของแบคฮยอนทำให้เขายิ้มออกมา “มันก็เหมือนเวลาเรารำคาญคนในครอบครัว บางทีน่ะนะ มันก็เป็นแค่ความรู้สึกชั่ววูบ แต่ก็ไม่ได้อยากให้ไปไหน ฉันอยากอยู่กับนายนะ...แบคฮยอน”
“นายไม่มีคนทำกับข้าวให้กินน่ะสิ!”
“ไม่มีคนให้นอนกอดด้วย นาย...นอนหลับไหมเวลาที่ไม่มีฉัน?”
“ฉันหลับดีเลยล่ะ”
“...”
“แต่ก็ไม่ชอบ...ที่เป็นแบบนี้” แบคฮยอนคลายแขนออก ก่อนจะเปิดประตูรั้วให้เขาเข้าไป “มายกของให้หน่อย”
“...”
“จะกลับบ้านแล้ว”

เขาเดินเข้าไปในบ้าน ยกมือทักทายเพื่อนของแบคฮยอนที่ยิ้มให้เขาอย่างรู้ดี เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนที่คอยรับมือตลอดเวลาที่แบคฮยอนทะเลาะกับเขา ก่อนที่จะเดินตามแฟนของเขาขึ้นไปข้างบน เข้าไปในห้องนอนเล็ก ๆ สำหรับคนเดียวที่มีกระเป๋าใบโตวางอยู่

“ฉันก็พอรู้...ว่านายคงจะไม่ได้ตั้งใจ มันก็คงเหมือนเวลาที่ฉันคิดว่า...ไอ้บ้านี่ ตอบอะไรหน่อยสิวะ แบบนั้นแน่ ๆ แต่ว่าฉันก็แค่...”
“แค่อยากให้มาง้อ ฉันรู้...”
“รู้?” แบคฮยอนหันหน้ามา สีหน้าแบบนี้ทำให้รู้ว่าเตรียมจะด่ากันแล้ว “แล้วนายปล่อยให้ฉันนอนที่นี่ตั้งห้าวันเนี่ยนะ?”
“นายจะได้คิดถึงฉันมาก ๆ ไง”
“ไอ้บ้าชานยอล ไปของในห้องน้ำออกมาเลยไป จัดกระเป๋าให้ด้วย!”
“เออ...ซื้อเดนิชมาฝาก” เขาลืมถุงขนมปังในมือเสียสนิท “กินรอไปก่อนนะ เดี๋ยวเก็บของให้”
“มันก็ต้องเป็นแบบนั้นแหละ!”

เขาเก็บของไป นั่งฟังคนกินไปบ่นไป มันเป็นความจริงที่ว่าเวลาที่เขาได้ฟังอะไรแบบนี้มันก็มีอารมณ์เบื่อบ้าง ตั้งคำถามบ้าง ไม่อยากจะฟังบ้าง แต่พอไม่มี ไม่ได้ฟังเพียงแค่ห้าวัน หัวใจของเขากลับรู้สึกทนไม่ได้ เอาแต่คิดเรื่องของเรา เรื่องของเขากับแบคฮยอน ไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เงียบหายไป

มันคงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาไปแล้ว

“นาย อย่าเอาแปรงใส่ในช่องนั้น มันมีกระเป๋าอยู่ข้างใน”
“ไม่มีนะ”
“มีสิ หาดี ๆ” คนที่บอกเขากัดเดนิชคำโต “อยู่ตรงนั้น...เออ อันนั้นแหละ”
“มาอยู่นี่แล้วไปทำงานยังไง?”
“ก็ตื่นเช้ามาก ๆ เดินไกลมากกว่าจะถึงสถานี กาแฟก็ไม่อร่อย!” แบคฮยอนฟึดฟัดตามนิสัย “สายก็ต้องนั่งแท็กซี่ ไม่มีคนขับรถไปส่งที่ทำงานอีก!”
“ก็บอกให้เอารถไปใช้...”
“ฉันไม่ชอบขับรถเวลารถมันติดหนิ อีกอย่างนะ ฉันง่วงนอนจะตาย จะขับยังไงไหว”
“...”
“นายก็นะ กว่าจะมาง้อกัน มันน่าไหมเนี่ย!”
“ฉัน...” เขาไม่รู้ว่าจะแก้ตัวอย่างไร “...ฉันคิดอยู่น่ะ ไม่รู้ว่านาย...พูดออกมาเพราะโกรธกันหรือว่าอยากจะไปจริง ๆ”
“...”
“ตอนนี้ฉันก็ยังไม่รู้ว่านายคิดแบบไหน แต่ฉันคิดได้ว่าไม่อยากให้นายไป ก็เลยมาง้อน่ะ”
“คบกันมาตั้งนาน นายยังไม่รู้อีกเหรอว่าฉันก็แต่บ่นไปอย่างนั้นน่ะ ไหนบอกให้ชื่นใจหน่อยซิว่าคบกันมากี่ปีแล้ว?”
“เจ็ด...”
“ตั้งแต่นายยังแห้งเป็นกระบอกไม้ไผ่ ตอนนี้...ตัวยังกับไม้ยืนต้นอายุร้อยปี เป็นนักเขียนต้องออกกำลังกายด้วยรึไง?”
“เวลากอดนายจะได้อุ่น ๆ ไง”
“ทำมาเป็นพูดดี!” เขาโดนขว้างหมอนใส่หน้า “ไม่ต้องมาพูดมาก”
“นายก็ชอบให้ฉันกอดไม่ใช่เหรอ?”
“ยังอีก!” คนเขินแล้วชอบโวยวายแก้มแดงแล้ว “พูดอะไรของนายน่ะ”

ชานยอลรูดซิบปิดกระเป๋าของแบคฮยอนให้เรียบร้อยเมื่อจัดมันเสร็จแล้ว ก่อนจะเดินมาทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ คนที่เป็นที่รักของเขามานานแสนนานแล้ว

“ครั้งแรกเลยนะที่นายหนีออกจากบ้านแบบนี้” เขากุมมือแบคฮยอนเอาไว้ “โกรธฉันมากเลยสินะ ขอโทษ...”
“ฉันก็ขี้บ่นจริง ๆ นั่นแหละนะ แต่...อย่าพูดแบบนั้นอีกนะ”
“แต่ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นจริง ๆ นะ”
“ก็นั่นแหละ ห้ามพูดอีก!”
“โอเค ๆ เข้าใจแล้วครับ” เขาโอบไหล่แฟนตัวเล็กคนนี้ “คิดถึง...”
“ขี้โม้”
“จริง ๆ” ชานยอลไม่ได้โกหกเลย “ฉันเหมือนจะเป็นบ้าเอาให้ได้ เหมือนบ้าขึ้นเรื่อย ๆ วันแรกที่นายออกมาจนถึงวันนี้ ฉันเพ้อเลยนะ...”
“กลับไปจะบ่นมากกว่าเดิมนะ รู้รึเปล่า?”
“ยอม”
“ฮะ ๆ” แบคฮยอนยิ้มกว้าง อีกหน้ารับจูบที่ข้างแก้มจากเขา “...ฉันก็คิดถึงนายเหมือนกัน”
“...”
“ไม่มีนายแล้ว...เตียงสามฟุตยังกว้างไปเลย”
“แฟนใครทำไมปากหวานจัง”
“ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองเป็นแฟนใครก็เตรียมตัวไปนอนไอซียูเลยไป จะซ้อมให้น่วม”

คราวนี้เป็นเขาที่หัวเราะออกมาบ้าง ก่อนจะดึงตัวแฟนสุดที่รักเข้ามาใกล้ เช่นเดียวกับแบคฮยอนที่รู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร ถึงได้ขยับตัวขึ้นมานั่งบนตักของเขา หลับตาพริ้มรอรับจูบง้อขอคืนดีจากเขาที่มันเป็นแฟนไม่ได้เรื่อง พูดแบบนี้กับสุดที่รักได้อย่างไร ใช้ไม่ได้

วันนั้นที่เขาพูดอะไรแบบนั้นออกไป จบจากบทสนทนาที่เหมือนการทะเลาะเบาะแว้งกันกลาย ๆ เขาก็ได้แต่เดินเข้าไปสงบสติอารมณ์ในห้องทำงานของตัวเอง ได้ยินเสียงตึงตังดังมาทุกนาทีสองนาที หลงคิดไปว่าอีกฝ่ายคงจะโกรธแล้วก็ลงกับข้าวกับของทุกที แต่ตอนที่เขาได้ยินเสียงรถยนต์ดังขึ้นที่หน้าบ้าน ภาพที่เขาเห็นตอนที่ถลาไปที่หน้าต่างคือภาพของบยอนแบคฮยอนที่กำลังยกกระเป๋าขึ้นแท็กซี่ คราบน้ำตาเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้า กว่าจะวิ่งลงไป แบคฮยอนก็ไปแล้ว

ตอนนั้นที่เขาได้รู้ว่าตัวเองมันไม่ได้เรื่องเลย แต่ความรู้สึกภายในใจกลับตีกันอย่างประหลาด เขาไม่แน่ใจนักว่าควรจะตามไปไหม แบคฮยอนแค่โกรธเขา หรือว่าตัดสินใจจะไปจริง ๆ ก็พอรู้อยู่ว่าเขามันเป็นคนน่าให้บ่นขนาดไหน ก็ไม่รู้ว่าจะทนต่อไปได้รึเปล่า

“กลับบ้านกันนะ?”
“อื้อ กลับบ้านกัน”

เพื่อนของแบคฮยอนเป็นคนเรียกแท็กซี่ให้ ระหว่างทางกลับบ้านนั้นเขากุมมือแบคฮยอนไปตลอดทาง พูดถึงเรื่องที่ว่าวันนี้นั้นฝนตกตั้งแต่เช้า เยอบีร่าหน้าบ้านเลยไม่จำเป็นต้องถูกรดน้ำแต่อย่างใด เช้านี้ดื่มกาแฟกับขนมปังเนยก้อนสุดท้ายที่จะหมดอายุในวันพรุ่งนี้ แล้วก็...คิดถึงแฟนที่ออกจากบ้านไปเพราะปากพล่อย ๆ ของเขาเอง

“ไอ้ขี้โม้” เขาโดนแบคฮยอนต่อยไหล่ “สุดจะขี้โม้”
“...”
“แต่ก็นะ...ฉันเอง...คิดถึงนายมากเลย”
“ใช่ไหมล่ะ?”
“ล่ะเล่อะอะไร วันหลังนะ นู่น...ฉันจะเฉดหัวนายออกจากบ้าน!”
“แบคฮยอนอ่ะ...”






















ชานยอลเคยฝันเหมือนกันว่าตัวเองโดนแบคฮยอนบอกเลิก

มันเป็นความฝันในเช้าวันหนึ่งที่เขาจำได้ว่าในนั้นมีเขาที่ยืนอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ มีแบคฮยอนยืนอยู่ตรงหน้า ปาหนังสือเล่มแรกที่เขาเขียนใส่หน้าเขา บอกว่านายมันเอาแต่ทำงาน บ้างานบ้อบอ ไปอยู่คนเดียวเลยนะ เราเลิกกัน!

เขาสะดุ้งพรวดขึ้นมาจากเตียง มองไปอีกด้านเพื่อหาคนในฝันว่าอยู่ที่ไหน ตอนนั้นเองที่เขาเห็นแบคฮยอนนอนกอดหมอนข้างอยู่ ลมหายใจที่แน่นอยู่ในอกจึงถูกระบายออก ก่อนจะขยับตัวเข้าหา กอดเอาไว้แน่นจนได้ยินเสียงแสดงความไม่สบายตัว แต่เขาก็แค่อยากจะกอดเอาไว้ให้ตัวเองได้สบายใจขึ้นนิดหนึ่งก็ยังดี กอดเอาไว้ให้รู้ว่าแฟนของเขาไม่ได้ไปไหน ยังอยู่ด้วยกัน

มันเป็นความฝันที่บ้าดี ทำเอาหายใจไม่ทั่วท้องเลย

เย็นวันนั้นเขาเอ่ยถามว่าความสัมพันธ์ของเราที่เป็นอยู่ตอนนี้ดีรึเปล่า อยากให้แก้ไขอะไรไหม คนฟังก็ได้แต่ทำหน้าฉงน บอกเขาว่าก็ดีแล้วนี่ พอเขาพูดถึงเรื่องงาน แบคฮยอนก็โบกมือปัด ๆ บอกว่าทุกอย่างโอเคถ้าเกิดว่าเรายังได้กินข้าวเย็นด้วยกัน นอนข้างกันทุกคืน การที่เขาตั้งใจทำงานมันก็ดีแล้ว บ้านก็ต้องผ่อนข้าวก็ต้องซื้อ ทำงานไปเถอะ

“ชาน...ชาน...”
“...”
“ชานยอล ตื่น!”
“มีอะไร...” เขาโดนกระชากผ้าห่มออกจากตัว ให้ตาย...เจ็ดโมงเช้า
“ลุกเลย ไปกดกาแฟให้หน่อย ไปส่งด้วย ฉันสายแล้ว!” คนที่บอกว่าสายยังมีเวลามาปลุกเขา วิ่งเข้าห้องน้ำไป ส่วนคนโดนปลุกคนนี้ก็ได้แต่ลุกขึ้นจากเตียง เดินลงไปข้างล่างเพื่อเข้าครัวไปกดกาแฟ เปิดตู้เย็นหาอะไรเป็นมื้อเช้าให้แฟนสุดที่รักที่วันนี้ตื่นสาย ไม่มีเวลาเดินไปขึ้นรถไฟ

เขาหันไปเห็นขนมปังมันฝรั่งถุงใหญ่ ที่ซื้อมาเมื่อสองวันก่อน เลยเอามาสคาโปนกับแยมสตรอว์เบอร์รี่มาทาให้สามแผ่น เอาใส่กล่องให้ไปกินในรถ กาแฟเองก็เอาใส่แก้วสุญญากาศ จัดนั่นจัดนี่เสร็จแล้วก็คิดว่าทาขนมปังเพิ่มอีกสักแผ่น มื้อเช้าของแบคฮยอนจึงออกมาเป็นแบบนี้

“ชานยอล!”
“อยู่ข้างล่าง!” เขาใช้น้ำก็อกในครัวล้างหน้าเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้ตัวเอง
“ออกไปสตาร์ทรถรอเลย!”
“นายเอาส้มไหม จะแกะให้?!”
“เอา ๆ!”

เขาแกะส้มใส่กล่องเสร็จพอดีเมื่อคนรักวิ่งลงมาจากบันไดด้วยสภาพไม่เรียบร้อยนัก บอกกับเขาว่าไปได้แล้ว วิ่งไปนั่นไปนี่จนเขาต้องดึงให้หยุด จับติดกระดุมเสื้อให้เรียบร้อย แล้วก็บอกว่าจะไปส่งไง ขับรถเร็วยิ่งกว่าเครื่องบินอีก

“งั้นไอ้อ้าออนอึกเอย!”
“อะไรนะ?” เขาฟังแบคฮยอนที่ขนมปังเต็มปากไม่รู้เรื่อง รถบนท้องถนนไม่ถึงกับติดมากแต่ก็เยอะพอสมควร
“ฉันไม่น่านอนดึกเลย” แบคฮยอนกลืนขนมปังลงคอ “วันนี้มีประชุมอีก เบื่อจัง”
“คนอย่างนายเนี่ยนะ เบื่อประชุม?”
“เออ ไม่เบื่อหรอก ก็แค่พูดไปงั้น”
“เลิกกี่โมง?”
“น่าจะเลทไม่เกินทุ่มนึงมั้ง ไม่แน่ใจ” คนตอบยักไหล่ เอาส้มเข้าปาก “อาจจะสองก็ได้”
“งั้นเดี๋ยวทุ่มครึ่งฉันไปรับ”
“ไม่ต้องอ่ะ เดี๋ยวกลับเอง นายเอาซุปในตู้เย็นมา—”
“วันนี้วันที่หกพฤษภานะ”
“...จริงอ่ะ?” คนลืมวันลืมคืนล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาดู “โอ๊ะ วันเกิดฉันนี่!”
“กินอะไรดีปีนี้ จะได้ไปจองไว้ให้”
“เนื้อย่าง!”

ความจริงแล้วเขารักแฟนที่บ้างานยิ่งกว่าเขา แฟนที่ขี้บ่น แฟนที่ชอบใช้กำลังทั้งที่ตัวนิดเดียว แล้วก็แฟนที่น่ารักที่สุดคนนี้มาก ๆ เลย

แบคฮยอนทิ้งกล่องที่ว่างเปล่าไว้บนรถ จูบเขาที่ข้างแก้มก่อนจะลงไปพร้อมกับกระเป๋าและกาแฟที่เขาชงให้ ส่วนตัวเขานั้นวันนี้ตอนกลางวันมีนัดคุยกับเพื่อนชาวต่างชาติที่ฝากให้ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ แต่ก่อนหน้านั้นคงต้องจองร้านอาหารก่อน ร้านเนื้อย่างร้านประจำของแบคฮยอนเพื่อฉลองวันเกิดของเจ้าตัวในวันนี้ รวมถึงร้านเค้กที่เขาโทรไปสั่ง เอาไว้ให้เรามาเป่ามันที่บ้านด้วยกัน

วันคล้ายวันเกิดมันก็เป็นวันธรรมดาที่จะพูดว่ามันธรรมดาได้จริง ๆ ก็ไม่เต็มปากเท่าไหร่นัก อาจเพราะว่ามันเป็นวันเกิดปีที่เจ็ดที่เราฉลองด้วยกัน สำหรับเขาแล้ว ถ้ามันเป็นวันเกิดของเขาเอง เพียงแค่คำว่าสุขสันต์วันเกิดจากปากของแบคฮยอน เท่านั้นเขาก็มีความสุขแล้ว

💕: ตอยี่จ้า ตอยี่!

ช่วงเที่ยงแบคฮยอนส่งคำสั่งเรื่องรสชาติเค้กวันเกิดมาให้ โชคดีที่เขาสั่งรสตรงใจแบคฮยอนไปพอดี สิ่งที่ต้องทำก็มีแค่เตรียมตัวไปรับแฟนตัวน้อยที่จะเลิกงานเวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง

วันเกิดปีแรกของเรานั้นยังขัดเขินกันอยู่เลย เป็นช่วงเดือนแรก ๆ ที่เพิ่งคบกัน ตอนนั้นเขากับแบคฮยอน...พูดตามตรงก็คือนิสัยไม่ดียังไม่แสดงออกมาให้เห็น แต่ในเวลานี้ที่มันแสดงออกมาแล้วเขาก็ยังรักแบคฮยอนอยู่ดี มันไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

งานของเขาถูกทำไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งนาฬิกาที่ตั้งไว้ร้องบอกเวลาหนึ่งทุ่มตรง เขาถึงได้ปิดคอมพิวเตอร์ หยิบของจำเป็นที่ต้องใช้ในการออกจากบ้าน ขับรถไปรับแฟนคนเก่งที่เขารู้ว่าจะไปได้ไกลในหน้าที่การงาน รวมถึงในชีวิตรักที่มีเขาด้วย

(อยู่ไหนแล้ว?)
“จะถึงแล้ว อีก...ห้านาที”
(งั้นเดี๋ยวออกไปยืนรอนะ)
“ไม่ต้อง อยู่ข้างในนั่นแหละ ถึงแล้วเดี๋ยวโทรหา”
(งั้น...อีกห้านาทีจะออกไปนะ)
“โอเค วางสายก่อนนะ”
(โอเค แล้วเจอกัน)

ห้านาทีต่อมาเขาก็นั่งอยู่บนรถกับแบคฮยอนขณะที่เรากำลังมุ่งหน้าไปยังร้านเนื้อย่างร้านโปรด

“ของขวัญวันเกิดอ่ะ?”
“ฉัน”
“โหย มุกนี้เก่าแล้วอ่ะ มีอันอื่นอีกไหม?”
“ก็คืออยากได้อย่างอื่น?”
“ไม่ใช่ จะเอานายด้วยแล้วก็จะเอาอย่างอื่นด้วยอ่ะ”
“ทะลึ่งว่ะ” เขาหัวเราะลั่นรถ ความจริงแล้วมันก็เรื่องปกติของการเป็นคู่รักที่อยู่ด้วยกันมาสี่ปีแล้ว แต่หลังจากกินเค้กแล้วคงไม่มีอะไร น่าจะเป็นพรุ่งนี้มากกว่า “กระเป๋าใส่เอกสาร ที่นายเคยบอกว่าอยากได้”
“จริงป่ะ?!”
“จริง อยู่ที่บ้านน่ะ กลับไปแล้วก็ไปดู”
“นายนี่มัน...รักนะ”
“เออ ได้ของแล้วก็รักกันทุกที”
“ไม่ได้ก็รักเถอะ เดี๋ยวก็ทุบให้”

มันเป็นร้านเนื้อย่างร้านประจำของเราขนาดที่ว่าแบคฮยอนไม่จำเป็นจะต้องดูเมนูแต่สามารถสั่งอาหารได้เลย มีเนื้อแบบที่แบคฮยอนชอบ เนื้อแบบที่เขาชอบ เนื้อแบบที่เราชอบ ผักที่ไม่มีแตงกวา น้ำจิ้มและซอสที่รสชาติถูกปาก วันนี้เขาเป็นคนย่างเนื้อเพราะเจ้าของวันเกิดต้องได้กิน

“ได้ดูข่าวเมื่อเช้าไหม ที่สามีทำร้ายร่างกายภรรยาน่ะ?”
“ไม่เลย” ชานยอลใช้ชีวิตแบบนั่งทำงานเงียบ ๆ ส่วนแบคฮยอนนั้นฟังข่าวตลอดเวลาหากอยู่ที่โต๊ะทำงาน
“ผู้หญิงเข้าไอซียูเลยนะ น่าสงสารมาก กำลังตามตัวผู้ชายอยู่ ไม่รู้ว่าหนีไปไหน” แบคฮยอนเอาเนื้อย่างเข้าปากคำโต “อ้าอี้อุด—”
“เคี้ยวก่อนก็ได้ มีเวลาให้พูดอีกเยอะ”
“ฉันจะบอกว่าไอ้นั่นน่ะ ชั่ว ทำผู้หญิงได้ยังไง ขนาดเราเป็นผู้ชาย กางมือจะตีฉันสักครั้งนายก็ยังไม่เคย”
“ก็มีแต่นายนั่นแหละ ชอบตีฉัน”
“ฉันหยอกต่างหากเล่า!”
“ครับ ๆ” เขารีบตอบเพราะโดนขู่ด้วยตะเกียบ “กินเถอะ วันนี้ฉันเลี้—”
“อย่ามา วันเกิดเอากองกลางจ่ายไง ให้ของขวัญแล้วก็ไม่ต้องป๋ามาก เก็บเงินไว้จ่ายค่าไฟเถอะ”
“ครับ พ่อทูนหัว”
“เออ ว่าแต่ทำไมค่าไฟเดือนที่แล้วลดไปตั้งเยอะ นายไม่ทำงานรึไง?”
“ฉันเขียนเอา บางทีพิมพ์แล้วมันปวดตา คิดไม่ออกด้วย” เขาเอาผักห่อเนื้อ ป้อนแบคฮยอนที่อ้าปากรับ “เดือนหน้า...ต้องบินไปฝรั่งเศสนะ วันที่สิบ ไปเก็บข้อมูล”
“กี่วัน?”
“สิบห้า”
“สิบห้า!” แบคฮยอนเกือบทำตะเกียบร่วง “ห้าวันก็พอแล้ว!”
“ฉันพยายามแล้ว ตอนแรกคิดไว้ว่ายี่สิบ ลดให้ตั้งห้าวันแล้วนะ”
“นายจะไม่คิดถึงฉันรึไง!?”
“เพราะว่าคิดถึงก็เลยพูดขึ้นมานี่ไง ปีนี้ฉันไม่มีกำหนดการไปไหนแล้ว นายใช้วันหยุดประจำปีช่วงนั้นเลยได้ไหม ได้กี่วัน?”
“สิบสาม แต่เดี๋ยวลาเพิ่มสองวันก็ได้” คนพูดดูเหมือนจะอารมณ์ดีขึ้นแล้ว “จองที่พักให้แล้วดิ?”
“อืม จองให้แล้ว ก็กะจะให้ลาเนี่ยแหละ” สิบห้าวันนั้นเกินทน เราไม่เคยห่างกันนานขนาดนั้นมาก่อน เขารู้ว่าบางทีเราอาจจะห่างกันได้ แต่มันคงไม่ใช่วันที่ดีสำหรับเราเลย “นายก็ไปจัดการเรื่องลานะ เรื่องอื่นฉันจัดการให้”
“รับทราบ!” แฟนตัวน้อยของเขาทำท่าตะเบ๊ะให้ได้ยิ้มกว้าง “รอดตัวไปนะนาย ถ้าไม่ให้ไปด้วยล่ะ เจอดี!”
“ทำไมตอนนั้นไปเวียดนามแล้วให้ไป?”
“ไปสามวันไหมล่ะ!”
“ตอนกรีซไปสี่วัน”
“ก็นั่นแหละ เกินห้าไม่ได้ ฉันนอนกอดหมอนนายร้องไห้แน่เลย”
“อยากเห็นแฮะ...”
“ไม่ต้องเลย นายชอบเห็นฉันเสียใจรึไง”
“แล้วเคยปล่อยให้นอนร้องไห้ไหมล่ะ?”
“ไม่เคย!” แบคฮยอนเสียงดังใส่เขา “เคยแต่เกือบ พอใจยัง?”
“ไม่พอใจ”
“นายมันก็แบบนี้ คนที่มาชอบนายเมื่อก่อนเค้าจะรู้ไหมว่านายทื่อ มีอะไรก็ไม่พูด พอพูดก็ไม่เข้าหูอีก ประหลาดคนชัด ๆ”
“ไม่มีหรอก เรื่องแบบนั้นแฟนฉันรู้อยู่คนเดียว”
“เหอะ ไม่ได้อยากจะรู้เล้ยยย”

มื้ออาหารในวันเกิดของเรานั้นผ่านไปอย่างเรียบง่าย ถึงแม้แบคฮยอนจะอิ่มแปล้แต่ก็ยังเก็บท้องเอาไว้ใส่เค้กวันเกิดที่เขาเอาไปแช่ตู่เย็นไว้ที่บ้านตั้งแต่ก่อนออกมา สุดที่รักของเขาบอกว่าจะกินสักครึ่งก้อน ส่วนอีกครึ่งนั้นเก็บไว้กินพรุ่งนี้

ถึงเจ้าของวันเกิดจะบอกว่าไม่จำเป็นแต่เขาก็ยังเอาเทียนมาปัก จุดเทียนให้คนที่ยิ้มแก้มปริ ร้องเพลงสุขสันต์วันเกิดให้ฟัง ก่อนจะมองคนที่เป่าเค้กด้วยท่าทีอิ่มเอมใจ เห็นเจ้าตัวหยิบมีดไปตัดเค้กออกเป็นครึ่งแล้วมันก็ตลกดีไม่ใช่น้อย เขาก็รักแบคฮยอนที่กินเก่งแบบนี้ด้วยนั่นแหละนะ

“เฮ้อ...เดี๋ยวก็สามสิบแล้วอ่ะ” แบคฮยอนบ่นเบา ๆ มีเขาที่นั่งยิ้มอยู่ข้าง ๆ “รู้สึกแก่ยังไงก็ไม่รู้”
“มันก็เป็นไปตามวัย”
“นายลองคิดว่าในอีกสิบปี ยี่สิบปีข้างหน้า แบบว่าฉันเป็นวัยทองแล้วแบบ...ตะคอกใส่นายอ่ะ?”
“นายก็คงไม่ได้ตั้งใจ”
“ร้อนวูบวาบ คุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ ฉันไม่อยากจะเป็นแบบนั้นเลย”
“ฉันก็คงเป็นด้วยไหม อายุมันก็เท่า ๆ กันนี่”
“เหอะ อย่างนายคงเอาแต่หายใจใส่ฉัน ไม่พูดไม่พูดไม่พูด”
“ไม่ได้ขนาดนั้นสักหน่อย”
“ขนาดนั้นแหละ เอาทุกประโยคที่ฉันพูดหนึ่งวันมารวมกันนี่เท่ากับนายพูดทั้งเดือนเลยมั้ง”
“นายพูดมากรึเปล่า?”
“เอ๊ะ!”
“พูดเก่ง...โอ๊ย แบคฮยอน...” เขาโดนแบคฮยอนดึงหู แต่ถึงอย่างนั้นก็ยกตัวแฟนพูดเก่งขึ้นมาไว้บนตัก ให้นั่งกินเค้กบนตักเขาเนี่ยแหละ “ก็ชอบหรอกหน่า พูดมาก ๆ เนี่ย”
“ให้มันจริงเถอะ!”
“จริง ๆ” เขารักทุกอย่างที่แบคฮยอนเป็น “รีบกินรีบไปนอน พรุ่งนี้ไปทำงานเดี๋ยวก็ไม่ตื่น”
“ตื่นสายนายก็ไปส่ง”
“ใช่ เดี๋ยวฉันก็ไปส่ง” ชานยอลเต็มใจในข้อนี้ “พรุ่งนี้...เดี๋ยวไปรับนะ ไปเอาเอกสารที่หอสมุดพอดี จะได้กลับพร้อมกัน”
“โอเค” คนตอบเอาสตรอว์เบอร์รี่เข้าปาก “สุขสันต์วันเกิดน้า แบคฮยอน”
“ฮะ ๆ สุขสันต์วันเกิด บยอนแบคฮยอน” เขาพูดต่อจากคนที่บอกสุขสันต์วันเกิดตัวเอง “ขอให้ทุกวันของนายเป็นวันที่ดี เป็นทุกวัน...ที่มีฉันอยู่ในนั้น”
“อื้อ...” แก้มของเราแนบชิดกัน “ขอให้เป็นนายนะ ที่คอยเตือนว่าถึงวันเกิดฉันแล้ว ไปส่งที่ทำงาน จองร้านเนื้อ ซื้อเค้กสตรอว์เบอร์รี่ เป่าเทียนกับฉัน...กอดฉันเอาไว้แบบนี้ ก็...ก็ขี้บ่นแหละ แต่ก็ฟังไปเถอะ”
“รู้ ก็ฟังมาจะสิบปีแล้วเนี่ย ฟังได้เรื่อย ๆ”

เขากับแบคฮยอนกอดกันอยู่แบบนั้น เหมือนส่งผ่านคำพูดแทนการกระทำโดยไม่ต้องอาศัยเสียงใด ๆ เราอยู่ด้วยกันมานานตั้งแต่ยังไม่ประสีประสาจนในวันนี้ที่ต่างมีชีวิตที่น่าพึงพอใจในทุกวันที่ลืมตาตื่นขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นเราก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของกันและกันไปแล้ว โกรธกันบ้างทะเลาะกันบ้างตามประสาคนที่อยู่ด้วยกัน แต่เขาก็คิดว่านั่นแหละที่ทำให้เรารักกันมากกว่าเดิม

“รักนายนะ...แล้วก็...อยากได้รองเท้าใหม่อ่ะ”
“รักเหมือนกันแต่เอาไว้ปีหน้านะ จะเก็บเงินไว้จ่ายค่าน้ำค่าไฟ”
“ไรอ่ะ ที่ใส่อยู่มันขาดแล้ว อยากได้คู่เก่งคู่ใหม่อ่ะ ชานยอล...”
“มะรืนก็แล้วกัน ฉันจะไปดูหนังสือพอดี”
“เยส!”

จะวันเกิดปีไหน ๆ ก็น่ารักไม่เปลี่ยนเลย 💕











#HappyBaekhyunDay
สุขสันต์วันเกิดนะ เป็นคนที่เก่งมากอยู่แล้ว หวังว่าจะมีความสุขมากขึ้นทุกวันเลยนะ
(ชื่อเรื่องเป็นชื่อเพลงของ F4 ค่ะ วันก่อน ๆ เอามาเช็ดถูก็เลยเปิดฟัง เพราะมาก ๆ เลย)

Reply · Report Post