sodaisy95

🧸🎈 · @sodaisy95

14th Feb 2019 from TwitLonger

General Education—valentine #ดซชานแบค


@sodaisy95




General Education (GenEd)
♡ chanbaek
♡ #ดซชานแบค
♡ Valentine's day 2019



วันนี้เป็นวันแห่งความรัก

แต่ใช่ว่าบยอนแบคฮยอนจะคาดหวังอะไรจากเด็กวิทย์คอมนะ ไม่เคย (จริง ๆ) มันก็แค่เป็นวันที่น่าหมั่นไส้คนมีแฟนวันหนึ่ง แต่ว่าเขามันไม่ใช่คนมีแฟนไง จะไม่หมั่นไส้ตัวเองก็แล้วกัน

ที่จริงก็ไม่เคยคิดหมั่นไส้ใครทั้งนั้นแหละ จนกระทั่งตัวเองต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้!

“ไปไหนล่ะวันนี้?”
“ไปไหนล่ะ ไม่ไปเว้ย คนเยอะอย่างกับหนอน” เขาถอนหายใจ ตามองสไลด์ที่อาจารย์เปิดสลับไปสลับมาเหมือนเล่นไล่จับกับเด็ก ถ่ายให้ได้สิถ้าเธอแน่จริงอะไรแบบนั้น
“เอ้า นี่วาเลนไทน์นะ แฟนไม่—”
“ไม่ใช่แฟน เค้าไม่เคยขอ พูดอีกทีกูจะเตะมึง!”
“อ้าว เออๆ ไม่พูดแล้ว ไปกินชาบูกับพวกกูไหมล่ะ ฉลองโสด”
“ไป กูจะกินหมูจนตายไปเลย!”

คาดหวังอะไรจากวิทย์คอมก็ไม่ใช่บยอนแบคฮยอนหรอก แฟนกันก็ยังไม่ใช่ เชอะ!

ถามว่าตัวเขาเองโมโหอะไรนักหนาเหรอ แต่ที่จริงแล้วมันก็เป็นแค่ความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านหัวใจจนคันยิบ ๆ อยู่ในอก เขาน่ะ...รู้สึกว่าไอ้วันวาเลนไทน์นี้มันแสนจะตอกย้ำสถานะการเป็นคนคุยของเขา ไหนตอนนั้นบอกว่าถ้าเขาสมหวังแล้วตัวเองก็จะสมหวังไปด้วย แล้วตอนนี้ระหว่างเรามันคืออะไร เพื่อนที่พิเศษกว่าเพื่อน หรือเพื่อนที่เคยเรียนเสรีแล้วได้นั่งข้างกัน ถึงเทอมนี้จะไม่ได้เรียนเพราะจะลงเรียนพร้อมกันเทอมหน้า แต่...ในความดีใจมันก็มีความเสียใจในแบบที่เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

ความจริงก็น้อยใจด้วย ทั้งที่รู้ว่าเขาชอบแล้วก็แสดงท่าทางออกมาว่าชอบเขาด้วย แต่ทำไม...มันไม่มากพอให้คบกันเป็นแฟนหรืออย่างไร คิดแล้วมัน....น้อยใจที่สุดเลย ถึงเวลาที่ผ่านมาเราจะคุยกันดี มีแอบกรี๊ดอัดหมอนบ้างเพราะเขินเด็กวิทย์คอม แต่มันก็เท่านั้นแหละ เขินวนอยู่แบบนั้นเพราะสถานะมันก็ได้เท่านี้ เหมือนมีเส้นขีดเอาไว้แล้วบอกเขาว่า ‘ข้ามมาไม่ได้’

ชานยอล :
เลิกเรียนแล้วโทรกลับด้วยนะ

“โอ้โห...หน้าบานขึ้นมาเชียว”
“เงียบหน่า” เขาไม่สนใจคำเพื่อน ถึงจะหงุดหงิดใจอยู่ แต่ก็ไม่อยากให้ชานยอลเห็นหรอก เห็นอยู่คนเดียวก็พอ “กูเลิกเรียนเลยได้ไหม?”
“เฮ้ย อีกครึ่งชั่วโมงเอง ทนหน่อยก็ได้”
“เออ ก็ได้วะ” แบคฮยอนวางโทรศัพท์ลง “เค้าจะชวนกูไปไหนป่ะวะ พวกมึงช่วยเดาหน่อยสิ”
“ก็ทั่วไป อาจจะลวงมึงไปฆ่าก็ได้”
“สร้างสรรค์มาก” เขาประชดเพื่อน “งั้น...ชาบูไม่ไปแล้วนะ”
“เออ คนมันโสดไม่จริง มันก็แบบนี้!”

แน่นอนว่าพอออกจากห้องเรียน สิ่งแรกที่เขาทำคือการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาเบอร์ของหนุ่มวิทย์คอมที่ส่งข้อความมาบอกว่าเลิกเรียนโทรกลับด้วย

(เลิกแล้วเหรอ มาคณะวิทย์ได้ไหม ใต้ตึกหนึ่ง)
“อ๋อ ได้ๆ กำลังไปนะ”
(โอเค นั่งอยู่ตรงหน้าร้านกาแฟ เอาโกโก้เหมือนเดิมนะ เดี๋ยวสั่งให้)
“โอเค” เวลามีคนทำอะไรให้ก็เผลอยิ้มทุกที “เจอกันนะ”
(เจอกันครับ)

วันแห่งความรักแบบนี้ มีที่ไหนที่ไม่ค่อยมีคนบ้างนะ?

ถ้าไปถามเพื่อนมันจะตอบว่าในน้ำ เพราะฉะนั้นเขาจะไม่ถาม ระหว่างเดินข้ามถนนไปเขาก็คิดไปด้วย แต่คณะห่างกันแค่เพียงเอื้อมมือ เวลามันไม่มากพอให้คิดออกหรอก ข้ามถนนไปแล้วเขาก็เลี้ยวขวา เดินตรงไปอีกไม่ถึงห้าสิบเมตรก็เลี้ยวซ้าย สวนทางกับผู้คนที่เลิกเรียนแล้วมากมายแต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเวลาแบบนี้

แต่มันไม่ธรรมดาเลยเมื่อเขาเห็นว่าใต้ตึกคณะวิทย์นั้นมีคนมากเป็นพิเศษ ถือนั่นแบกนี่พูดคุยกันเสียงดังเหมือน...

“แบคฮยอน” เสียงเรียกชื่อทำให้เขาหันไปมอง “เหม่ออะไร?”
“เปล่าๆ ชานยอล—”
“อ่ะ โกโก้ ขอบใจมากที่มา” แก้วโลโก้ถูกเขารับมาพร้อมกับคิ้วที่เลิกขึ้น ขอบใจมากที่มาคืออะไร แล้วนี่มัน... “คณะมีงานน่ะ ฉันต้องอยู่ทำ”

ไม่นะ ไม่นะ ไม่นะ ไม่นะ!

“ช่วยหน่อยเนอะ”

ไอ้วิทย์คอม กระโดดลงน้ำไปเดี๋ยวนี้!

แต่เขามันเป็นใครล่ะ เขามันบยอนแบคฮยอน คนที่ตอบว่าโอเคกับทุกอย่างที่ปาร์คชานยอลถามอยู่แล้ว เขาเลยได้มานั่งกับเพื่อนของเจ้าตัวที่ชื่อโดคยองซู ช่วยกันทำงานจิปาถะที่ไม่มีใครอยากจะทำ

“โทษทีนะ งานคณะวิทย์แท้ๆ”
“อืม ไม่เป็นไร” เขากัดฟัน ไหล่สั่นเทิ้ม “อันนี้ถูกไหม?”
“ถูกแล้ว เอ่อ...ชานยอลไปช่วยงานหนักน่ะ เดี๋ยวก็น่าจะ—”
“อื้ม!” ไม่อยากรู้ อย่ามาบอกนะ “โอเค”

เขายอมนั่งตัดนั่นวาดนี้ให้ตามความสามารถด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว ตอนแรกเขาโกรธไอ้เด็กวิทย์คอมจนอยากจะเอากำปั้นทุบให้หลังอ่วมไปเลย แต่พอได้นั่งคิดอะไรซ้ำๆ วกไปวนมาอยู่ตรงนี้ เขาก็ได้ว่าคนที่สมควรจะโกรธมากที่สุดก็คือตัวเองนี่แหละ

ผิดที่คาดหวัง ทั้งที่มันอาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้

ใจตรงกันแล้วมันอย่างไรกันล่ะ เค้าก็แค่อาจจะอยากมีคนคุยด้วยไม่ให้เหงา ไม่ได้อยากให้เข้าไปในชีวิตสักหน่อย

ตอนปีใหม่ก็เป็นบ้าเป็นหลัง มาคราวนี้ก็มาเสียใจอยู่แบบนี้ จะโทษใครได้นอกจากตัวเองที่คิดไปไกล ทั้งที่บางทีมันอาจจะเป็นแค่เรื่องปาหี่ที่ไม่มีอะไรในกอไผ่เลยก็ได้

“แบคฮยอนวาดดอกกุหลาบให้อีกได้ไหม สวยมากเลย”
“อืม เดี๋ยววาดให้”
“ขอโทษที่รบกวนนะ” คยองซูส่งยิ้มให้เขา “ไม่มีใครวาดรูปสวยเลย ฉันก็ไม่ได้เรื่อง”
“ไม่เป็นไร” เขาไม่ได้ว่าอะไรทั้งนั้น “เอากี่ดอก”
“เต็มแผ่นเลย ขอบใจจริงๆนะ”

หนึ่งดอกเขาใช้เวลาเฉลี่ยสามถึงห้านาที กว่าจะวาดได้เต็มแผ่นนี้เขาคงใช้เวลาเป็นชั่วโมง แต่ว่าเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปทั้งนั้น โกโก้เย็นวิบครีมพูนแก้วเขาก็ไม่ได้กิน งอนใครไม่ได้เขาก็งอนโกโก้เย็นก็แล้วกัน

ถ้าไปเรียนจิตรกรรมแทนบัญชีอาจจะไม่ได้เจอวิทย์คอมก็ได้ พาลไปหมดแหละตอนนี้ แต่ว่ามันก็ขอหน่อยเถอะ

“เดี๋ยวฉันกลับก่อนนะ” เขาวาดรูปสุดท้ายเสร็จแล้ว “ฝากบอกชานยอลด้วย”
“อ้าว เดี๋ยวสิ!”
“ไปนะ”
“เฮ้ย แบคฮยอน กลับ—เวรแล้วกู!” คยองซูลุกลี้ลุกลนล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง มองแบคฮยอนที่เดินหายลับไปมุมตึกสลับกับกดโทรหาเพื่อนไปด้วย หายหัวไปไหนของมันวะ “ไอ้ชานยอล!”
(อะไร รีบอยู่เนี่ย!)
“แบคฮยอนไปแล้ว มึงรีบมาเลยนะ!”
(ใครไปไหนนะ—เออๆ เดี๋ยวกูไปหยิบให้!)
“แบค-ฮะ-ยอน-ไป-แล้ว!” คยองซูตะโกนใส่โทรศัพท์ “กูบอกมึงแล้วว่าอย่ามัวแต่เขิน ทำไมมึงไม่—”
(โอ๊ย กูไม่ได้ยิน เดี๋ยวไปช่วยไอ้ยุนแจมันยกของก่อน!)
“เออ! เรื่องของมึงก็แล้วกัน!”

คยองซูฟึดฟัดเพราะโมโหเพื่อน วันนี้ทั้งวันเขาต้องมานั่งฟังมันเพ้อถึงแบคฮยอนบัญชีว่าจะชวนไปเที่ยววันวาเลนไทน์ยังไง ทั้งเขาทั้งเพื่อนคนอื่นก็บอกว่าให้มันชวนไปเลย แต่มันก็เอาแต่อิดออดเหมือนตอนปีใหม่ เครียดหัวยุ่งอยู่หลายวันจนพวกเขาไม่อยากคุยด้วย พอไปกินบุฟเฟ่ต์ด้วยกันแล้วยังไงล่ะ ชอบกันไง ชอบกัน!

ยังไม่เลิกเขินอีก เพื่อนอย่างเขาล่ะ...รำคาญ

“อะไรวะ?”
“ไอ้ชานยอลน่ะสิ!” คยองซูขอบ่นกับเพื่อนหน่อย “คนคุยมันหนีไปแล้วเนี่ย ไม่มาสนใจ!”
“เอ้า ก็มันเป็นเฮดงานหลัก ทำไมมันไม่ให้ไปนั่งรอด้วยกันอ่ะ?”
“มันบอกให้นั่งนี่ หวงมั้ง แล้วไงล่ะไอ้เพื่อนบ้า ไปแล้ว คนคุยมันน่ะ”
“เดี๋ยวกูไปตามให้ จะเดินไปพอดี”
“เออ! ไปบอกมันด้วยว่าโกโก้เงินมันน่ะเสร็จกู คนคุยมันไม่กิน!”

คยองซูดูดแก้วโกโก้ที่ตอนแรกเป็นของแบคฮยอนแต่ตอนนี้มันถูกทิ้งเอาไว้จนละลาย ความจริงก็รับรู้ได้ถึงอาการมึนตึงตั้งแต่ชานยอลพามานั่งด้วยแล้ว เข้าใจอยู่แหละว่าใครมันจะไปอารมณ์ดีได้ ถ้าเกิดว่าเป็นเขาเองที่มีคนคุยที่มันเขินเป็นบ้าเป็นหลังอย่างไอ้ชานยอล คนที่แทนที่จะพูดเรื่องที่คิดเอาไว้ กลับลากแบคฮยอนมาทำงานด้วยแบบนี้ มีหวังเขาเลิกคุยไปแล้ว ต่อยหน้าแถมให้ด้วยอีกหนึ่งที

ไม่ได้เรื่อง ไม่เอาอ่าว เป็นเรือที่แล่นมาอยู่ดี ๆ มันก็ทำล่ม!

“ไอ้คยองซู แบคฮยอนล่ะ?!”
“โอ๊ย ยังมีหน้ามาถาม” อยากจะเขกหัวไอ้ชานยอลสิบที “หนีไปแล้ว งอนมึงไง!”

ฟังเพื่อนพูดยังไม่ทันจบประโยค ชานยอลก็หันหลังวิ่งอย่างรู้ดีว่าควรจะไปที่ไหน ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าคนที่ทำเป็นยิ้มแต่ในใจนั้นงอนเก่งมากนั้นเดินหนีกันไปทางใด ก็เขาเดินไปส่งขึ้นรถกลับบ้านทุกวัน ทำไมถึงจะไม่รู้กันล่ะ ตอนนี้ที่ต้องทำคือรีบไปให้ทันก่อนแบคฮยอนจะขึ้นรถ

วิ่งไปโทรหาไป โทรไม่ติดเขาก็ส่งข้อความ ขอโทษที่ไม่ค่อยกล้า แต่เห็นหน้าแบคฮยอนทีไร...เขินทุกที

ชานยอล :
ขอโทษ
เตรียมของขวัญวาเลนไทน์ไว้ให้ด้วยนะ
จะหนีกลับก่อนจริงๆเหรอ
แบคฮยอน
ขอโทษนะครับ
บัญชี
อยู่ไหนนะ บัญชี

สิ่งที่ทำให้ชานยอลหยุดวิ่งแล้วยิ้มกว้างคือสายของแบคฮยอนที่โทรกลับมาหาเขาหลังจากที่ข้อความที่ส่งไปขึ้นว่าอ่านแล้ว

“ฮัลโหลบัญชี อยู่ไหน?”
(ไม่ต้องห่วงหรอก ไปทำงานเถอะ)
“ขอโทษ อย่างอนกันสิ ฉันน่ะ...ก็มีงานแหละแต่อยากให้อยู่รอกันก่อน ไม่กล้าจะขอให้รอก็เลย...”
(ก็เลยทำแบบนี้เหรอ?)
“งอนก็ได้อ่ะ แต่มาให้ง้อหน่อย อยู่ไหนครับ?”
(กำลังเดินกลับไป)
“กลับไปทางไหน เดี๋ยววิ่งไปหา”
(หันหลังมา)

แบคฮยอนที่ยืนอยู่ด้านหลังเขานั่นมีสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็ยิ่งเห็นรายละเอียดต่าง ๆ ที่ทำให้ใจไม่ดี จมูกที่เป็นสีแดงหรือตาที่ดูฉ่ำน้ำแปลก ๆ

“บัญชี...ร้องไห้เหรอ?”
“ไม่ได้ร้อง” คนตอบเสียงแข็ง “มีอะไรล่ะ?”
“งั้นโกรธรึเปล่า?”
“เปล่า”
“ถ้างั้นเป็นอะไร บอกมาสิ จะได้ง้อถูกไง”
“...”
“แบคฮยอน ขอโทษ”
“ไม่ต้องขอโทษ ไม่ได้โกรธ”

ไม่ได้โกรธแล้วทำไมทำหน้าแบบนี้ ทำไมพูดกันด้วยอารมณ์แบบนี้ล่ะ ชานยอลไม่เคยเจอแบคฮยอนในลักษณะแบบนี้มาก่อน เป็นรูปแบบที่ไม่เคยเจอ เขาควรจะต้องทำอย่างไรดี ในใจมันร้อนรนไปหมด

“ที่ให้ช่วยทำงานใช่ไหม ขอ—”
“ไม่ใช่”
“คือฉันน่ะ...” ชานยอลสูดลมหายใจเข้าลึก ถ้าแบคฮยอนกำลังโกรธ เขาก็จำเป็นจะต้องมีความกล้า “ที่อยากจะพูดจริง ๆ ตอนซื้อโกโก้ให้คือ...ฉันติดงานที่คณะนิดหน่อย แบคฮยอนรอแปปนึงได้ไหม แล้วเดี๋ยวจะพาไปกินบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่นด้วยกัน ฉลองวาเลนไทน์ไง”
“บอกเพื่อนไปแล้วว่าจะไปกินชาบูด้วย”
“...”
“...”
“โอเค....” ชานยอลไม่เห็นทางเลือกอื่นนอกจากคำนี้ “เดี๋ยวฉันชวนเพื่อนไปกิน ไม่ต้องลำบากใจนะ ไม่เป็นไร”
“อืม...”
“รอแปปนึงได้ไหม เดี๋ยวกลับไปเอาของมาให้...ไม่ต้องดีกว่า เดี๋ยวนายลำบาก เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันเอาไปให้ที่คณะ นายจะได้ไม่ต้องถือไปกินชาบูกับเพื่อน”
“ชานยอล” เสียงเรียกชื่อทำให้เขาที่หันหลังหันหน้าอย่างสติไม่สมประกอบ จะไปเอาของหรือจะไม่ไปเอาแล้วดีนั้น หันกลับมามองคนที่กำลังหาของในกระเป๋าของตัวเองก่อนจะหยิบมันออกมา “สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะ ขอให้มีความรักที่ดี”

สิ่งที่แบคฮยอนหยิบออกมาจากกระเป๋านั้น ชานยอลก็พอจะเดาได้ว่ามันคือช็อคโกแลต กล่องสีน้ำเงินผูกโบว์ลายดอกไม้ที่ค่อนข้างจะดูเป็นผู้ใหญ่

“ไม่เอา” ชานยอลกลั้นใจตอบ
“...”
“ถ้าแบคฮยอนจะไม่บอกว่าเป็นอะไร มันก็ไม่ดีหรอก...ความรักที่ว่าน่ะ”
“ก็ไม่ได้เป็นอะไร”
“ไม่ได้เป็นอะไรแล้วทำไมตาแดง จมูกก็แดง”
“เปล่า...”
“ยังอีก” ชานยอลขยับเข้าไปชิดก่อนจะเขกหัวคนน่ารักเก่งเบา ๆ “เป็นอะไรก็บอก จะหนีกลับไปไม่คุยกันแล้วรึไง ทำแบบนี้ไม่เข้าใจนะ ถ้ารู้แล้ววันหลังจะได้ไม่ทำไง”
“เปล่าจริง ๆ”
“ดื้อจังเลย จับตีดีไหมเนี่ย?”
“ไม่เอา...ฮึก” แบคฮยอนที่ยกมือขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้าตัวเองทำเอาชานยอลตัวชาวาบ “ชานยอลไม่ผิด เราผิดเอง”
“ผิดอะไร?”
“โกรธ...โกรธตัวเองที่สุดเลย ฮึก...”
“...”
“ทำไมต้องเป็นบะ...แบบนี้ด้วย...”

ชานยอลตัวแข็งทื่อเหมือนหินเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากันนั้นปล่อยโฮออกมาอย่างอดกลั้นไม่ไหว เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เห็นใครร้องไห้แล้วรู้สึกผิดมากขนาดนี้ ถึงเจ้าตัวจะบอกว่าไม่ใช่เพราะเขา แต่ว่ามันก็เชื่อไม่ลงเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก

ที่จริง...ชานยอลก็คิดว่าเป็นเพราะเขาเองเนี่ยแหละ เพียงแต่เดาไม่ถูกว่าเรื่องอะไร จึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่แบบนี้ พยายามตั้งใจฟังและจับใจความสำคัญในสิ่งที่แบคฮยอนกำลังจะพูดออกมา

“...คิดมาตะ...ตลอดว่าอาจจะ...ฮือ...ไม่อยากร้องไห้เลย แต่ไม่ชอบตัวเอง คะ...คาดหวังทำไมก็ไม่รู้ ร้อนด้วยวันนี้...ฮึก...ไม่ชอบเลย...”

แต่ว่าชานยอล...ฟังไม่รู้เรื่องเลย

เอาไงดีวะเนี่ย?

“แบคฮยอน”
“ฮึก...”
“ไปเอาของขวัญก่อนได้ไหม เอาวางไว้ที่คณะ” ชานยอลขอเปลี่ยนเรื่องก่อน “ป่ะ ไปด้วยกันนะ บัญชีไม่ร้องนะ โอ๋เอ๋”

เขาคว้ามือแบคฮยอนก่อนจะพาเดินไปตามทางที่จะพาเขากลับไปยังคณะวิทยาศาสตร์ คนที่ร้องไห้ไม่หยุดก็เดินตามที่เขาลาก มือข้างที่ว่างถูกใช้ไปกับการปาดน้ำตาของตัวเอง พอก้าวเดินให้สั้น ช้าลงให้เท่ากับแบคฮยอน เพื่อให้เราได้เดินข้างกัน เขาก็เริ่มแกว่งมือไปด้านหน้าไปด้านหลังเพื่อหวังจะให้คนตัวเล็กอารมณ์ดีขึ้น แต่กลับกลายว่าได้รับใบหน้าบูดบึ้งและอาการที่พยายามจะดึงมือออกจากมือของเขา แต่ชานยอลจะไม่ยอมปล่อยหรอกนะ กลั้นใจจับไปแล้ว จะต้องพาไปให้ถึงคณะวิทย์ให้ได้ เพื่อนพี่ร่วมคณะร้อยกว่าชีวิตเขาก็จะทำเป็นไม่เห็น คนจะล้อเขาทั้งโลกก็ได้แต่แบคฮยอนต้องไม่โกรธกันเป็นอันขาด

“แกล้งทำไม!”
“หายโกรธนะ ขอโทษ” จะให้พูดนี่สิบครั้งก็ทำได้ “อยากทำอะไรทำได้เลย ให้ต่อยก็ได้อ่ะ แต่เบา ๆ นะ เจ็บ”
“ก็บอกว่าไม่ได้โกรธ เมื่อไหร่จะเลิกขอโทษสักที”
“ถ้านายเลิกทำหน้าเหมือนโดนผึ้งต่อยมา ฉันก็จะเลิกขอโทษตอนนั้นแหละ” ชานยอลจะไม่ยอมเด็ดขาด ได้โปรดอย่าโกรธกันเลย “ว่าแต่...โกรธตัวเองเรื่องอะไร บอกได้ไหม?”
“ไม่บอก”
“อ้าว...ทำไมอย่างนั้นล่ะ แล้วจะช่วยนายง้อตัวเองยังไง”
“ไม่ต้องมาช่วยหรอก ไม่เป็นไร”

งอน งอนตัวเบ้อเริ่ม ถ้าเป็นฟอนต์ในโปรแกรมก็คงเป็นขนาด 72pt เป็นขนาดใหญ่ที่สุดที่โปรมแกรมกำหนดมาให้ถึงจะพูดว่าไม่ซ้ำอยู่เกือบสิบครั้งแต่ชานยอลก็รู้ ตอนนี้สิ่งที่ควรทำคือการคิดหาวิธีคืนดีกับคนงอนใหญ่ให้เร็วที่สุด ต้องทำอย่างไรแบคฮยอนถึงจะยอมพูดออกมาว่าทำไม ทำอย่างไรถึงจะหายโกรธเขาสักที

“แบคฮยอน…” ชานยอลหันกลับไปพูดคุยกับคนที่เขาลากมาด้วย ให้เดินไปคณะด้วยกัน “เป็นอะไร?”
“…”
“ถามจริง ๆ เป็นแบบนี้ไม่สบายใจนะ”
“ก็บอกว่าไม่ได้เป็นอะไร” แบคฮยอนไม่ยอมพูด “เราผิดเอง”

ชานยอลอยากจะเตะตัวเองให้มันรู้แล้วรู้รอด จะพูดอย่างไรแบคฮยอนก็ไม่ยอมใจอ่อนพูดเรื่องของตัวเองสักที ใช้ว่าเขาเซ้าซี้แต่วันนี้มันเป็นวันที่ดีนะ ชานยอลก็แค่อยากจะยิ้มไปกับแบคฮยอนเท่านั้นเอง

เขาพาแบคฮยอนกลับมาที่คณะ เจอคยองซูที่จงใจโบกมือให้แบคฮยอนแต่เมินเขาไปเพราะมันคงคิดรำคาญเขาเพราะทำอะไรไม่ถูกใจมัน ใครจะไปคิดว่าแบคฮยอนจะโกรธขึ้นมา แถมยังเดินหนีไปจนเขาเกือบจะพากลับมาไม่ทัน

หลังจากฝากฝังแบคฮยอนเอาไว้กับคยองซู บอกว่าขอฝากเอาไว้หนึ่งนาทีแล้วจะรีบกลับมา เพราะว่าเขาต้องกลับเข้าไปหยิบของที่ฝากเอาไว้กับเพื่อนเพราะกลัวว่ามันจะหายไป

“อ่ะ…” ชานยอลสวมของขวัญรับวาเลนไทน์ลงบนศีรษะของแบคฮยอน “ให้…เอาไว้ใส่คู่กัน”

สิ่งที่เขาตั้งใจซื้อมาให้ เป็นหมวกในแบบที่แบคฮยอนเคยซื้อให้เขาในสัปดาห์สุดท้ายก่อนสอบปลายภาคเมื่อเทอมที่แล้ว แต่สีที่เขาเลือกมาให้เป็นสีตรงข้ามกับสีที่แบคฮยอนซื้อให้เขา อย่างน้อยเขาก็คิดว่ามันเหมาะกับแบคฮยอน ถ้าใส่เหมือนกันก็คง…ดีมาก ๆ เลย

“ซื้อให้เหรอ?” คนที่เขาใส่หมวกให้ถอดมันออกเพื่อดูมันให้ชัดเจน “…ใส่คู่กัน”
“ใช่ ใส่คู่กัน” ชานยอลย้ำอีกครั้ง “อยากใส่รึเปล่า?”
“…”
“ไม่อยากเหรอ?” สีหน้าของแบคฮยอนดูแปลกจนเขานึกกลัว “ถ้านายไม่อยาก—”
“อยากสิ ฉันต้องอยากอยู่แล้ว”
“…”
“ขอบใจมากนะ ชานยอล”

คำขอบใจของแบคฮยอนไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีมากขึ้นเลยสักนิด กลับกันมันทำให้เขารู้ได้ว่าสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้านี้ย่ำแย่มากกว่าที่เขาคิดเอาไว้ ถึงจะรอยยิ้มอยู่ที่ริมฝีปาก แต่มันเจือจางจนไม่สามารถรู้ได้ว่าแบคฮยอนมีความสุขหรือไม่มี

“ทำไม…ไม่ดีใจเลย” ชานยอลรู้สึกข้องใจกับท่าทีการตอบรับของแบคฮยอน “นายโกรธฉันนายก็พูดมา”
“ก็บอกว่าไม่ได้โกรธ”
“หรือว่า…”
“…”
“…นายไม่ได้รู้สึกเหมือนเดิมแล้ว”
“ไม่ใช่นะ!” คนตอบเสียงดังใส่เขา “ฉันยังรู้สึกเหมือนเดิม กับนาย…เหมือนเดิมทุกอย่าง”
“…”
“นายต่างหาก…”
“ฉันทำไม?” เขาไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรผิด “ฉันทำอะไร?”
“นาย…ไม่ได้รู้สึกเหมือนกันแล้วใช่ไหม?” แบคฮยอนสะอื้นขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นร้องไห้เหมือนตอนที่เดินมาด้วยกัน “เมื่อวานเครื่องรางก็ตกพื้นด้วย มันต้องเป็นสัญญาณแน่ ๆ ใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องพูดก็ได้ ไม่เป็นไรนะ ฉันเข้าใจ—”
“เข้าใจอะไร หยุดพูดแล้วฟังฉัน” ชานยอลอยากจะเอากำปั้นทุบหัวแบคฮยอนสักที แต่กลัวจะเจ็บเอา “ทำไมถึงมาบอกว่าฉันรู้สึกไม่เหมือนกันกับนายแล้ว ขอเหตุผลหน่อยได้ไหม?”
“ฉัน…คือว่าเรื่องของเรา ตอนนี้ ฉันไม่เข้าใจ…”
“อ้าว…เราไม่ได้คบกันอยู่เหรอ?”
“…”
“ฉันคิดว่าเราคบกัน…ตั้งแต่วันที่ไปกินบุฟเฟต์ซะอีก” นี่ชานยอลเข้าใจผิดมาตลอดเลยเหรอ “ฉันคิดไปเองใช่ไหม?”
“ก็นายไม่เห็นพูดอะไร ไม่ได้บอกว่าเราเป็นอะไรกัน…ฉันไม่รู้ เพื่อนนายก็เรียกฉันว่าคนคุย…”
“ก็ฉันไม่กล้าบอกพวกมันนี่ ไม่งั้นโดนล้อสิบปีก็ไม่เลิก” พูดไปแล้วก็ปวดหัวใจ นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย “ฉันคิดว่าตัวเองเป็นแฟนนายอยู่ฝ่ายเดียวเหรอเนี่ย น่าอายชะมัด…”
“ฉัน…” แบคฮยอนมองหน้าเขา ดวงตาฉ่ำน้ำ แต่ไม่ได้ร้องไห้แล้ว “เราเป็นแฟนกันเหรอ?”
“ถ้าฉันคิดไปเองคนเดียว เราก็คงไม่ได้เป็นแฟนกัน—”
“ไม่นะ!” แบคฮยอนตะโกนอีกแล้ว “ฉันผิดเอง ไม่รู้ตัวเลยว่ามีแฟนมาตั้งเดือนแล้ว จะไม่ไปกินชาบูกับเพื่อนเพื่อไถ่โทษนะ จะไปกินอาหารญี่ปุ่นกับนายแทน”
“อ๋อ…” เขาทำหน้าล้อเลียนแบคฮยอนที่แก้มเปรอะน้ำตาแต่ยิ้มกว้างเหมือนจานดาวเทียมรับสัญญาณ “ฉันมันไม่ชัดเจนเองสินะ ขอโทษ”
“อื้อ…”

เอาเข้าจริงชานยอลก็ยังเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่เต็มร้อย แต่แก้มกลมสีแดงระเรื่อของแบคฮยอนนั้นก็ทำให้เขายิ้มออกมาได้ อย่างน้อยเขาก็คิดว่ามันตลกดีที่เราได้แต่มายืนมองหน้ากัน เขาเองไม่พูด แบคฮยอนก็ไม่พูด ได้แต่ยืนอมยิ้ม เกาจมูกบ้าง หัวเราะออกมาเบาๆ ถอนหายใจระบายความรู้สึก เบนสายตามองไปทางอื่นบ้างก่อนจะสบตากันเข้า จนคยองซูเตือนสติชานยอลว่าบุฟเฟ่ต์ที่จองเอาไว้นั้นเป็นเวลากี่โมง เขาถึงได้ฤกษ์พาแบคฮยอนออกจากคณะ พาเดินไปทางตรงข้ามจากที่เดินมาก่อนหน้าเพราะร้านบุฟเฟ่ต์อยู่อีกฝั่งของทางกลับบ้านของแบคฮยอน

ชานยอลมองหมวกที่แบคฮยอนกำลังใส่ มองมือของเราที่จับกันแล้ว…วาเลนไทน์ที่ดีมันเป็นแบบนี้สินะ

แต่ก็ใช่ว่าวาเลนไทน์ในชีวิตของชานยอลมันไม่ดีหรอกนะ เพียงแต่ว่ามันเป็นวาเลนไทน์ปีแรกที่เขามีคนอยู่ด้วยในสถานะมีความรัก ปีที่ผ่าน ๆ มา ไม่มีแฟนก็เลิกกับแฟนก่อนจะถึงวาเลนไทน์ ไปกินข้าวกับเพื่อนตามประสาคนไม่มีแฟนก็สนุกดีเหมือนกัน อยู่คนเดียวก็ใช่ว่าจะไม่ดี มันก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่งที่รู้สึกดีไม่ต่างกันเลย

แต่ปีนี้เขามีแบคฮยอน…คนที่ทำให้ทัศนคติต่อวิชาเสรีในใจของเขาเปลี่ยนไป คนที่ทำให้เขาทิ้งที่นั่งสี่ที่ที่ว่างด้านหลังแล้วทำใจกล้าเอ่ยถามว่าที่นั่งสองที่ข้าง ๆ เจ้าตัวนั้นว่างไหม ทำเอาเพื่อนอีกสามคนที่มาด้วยกันนั้นงงเป็นไก่ตาแตก แต่ก็ยอมนั่งแยกให้หลังจากที่คาบนั้นเขาไปสารภาพว่าอยากนั่งข้าง…ผู้ชายแก้มกลมคนนี้

แค่คิดเขาก็เขินแล้ว นี่หูเราแดงรึเปล่าเนี่ย…

“ชานยอล”
“หืม?”
“ขอโทษนะ เรื่องเมื่อกี้” แบคฮยอนหันมายิ้มให้เหมือนรู้สึกผิด “ฉันก็แค่…น้อยใจจนโกรธตัวเองน่ะ”
“…”
“ตอนแรกคิดว่านายอาจจะรู้สึกไม่เท่ากันกับที่ฉันรู้สึก แถมยังคาดหวังใหญ่โตอะไรของฉันไปนั่นแหละนะ พอมาที่คณะก็ยังโดนให้ช่วยงาน เลยนึกว่าบางทีนายอาจจะลืมวันนี้ไปแล้ว เพราะว่าฉันมันไม่ได้สำคัญอะไร” แบคฮยอนหันไปมองทางข้างหน้า เลี่ยงที่จะสบสายตากับเขา “แต่พอนายบอกว่าเราเป็นแฟนกัน…ฉันก็โอเค”
“…”
“อยู่ดี ๆ ก็มีแฟนแล้ว” ถึงจะเลี่ยงไม่มองหน้ากัน แต่ยิ้มกว้าง ๆ ของแบคฮยอนนั้นทำให้ชานยอลใจสั่น “ดีใจจัง”
“ก็นะ…” ชานยอลไม่รู้จะพูดอะไร แอบเซไปเพราะเขินเหมือนกัน “ฉันเป็นแฟนคนเดียวมาตั้งเดือน ตอนนี้ไม่ได้เป็นคนเดียวแล้ว…ดีใจเหมือนกัน”
“นายล้อเลียนฉันเหรอ?”
“เปล๊า พูดตามที่ใจคิด”
“นายไม่ชัดเจนเองไหม มาว่ากันแบบนี้ได้ไง ก็คนมันไม่รู้นี่!”
“กินข้าวเช้าด้วยกันทุกวัน ตอนเย็นก็ไปส่งขึ้นรถกลับบ้าน โทรคุยกันทุกคืน เพื่อนมากเลยเรา”
“ชานยอล!”
“อะไร ไม่ต้องมาตะโกนเลยนะ” เขาแกล้งดึงแบคฮยอนให้เข้ามาใกล้ ๆ ให้ไหล่ของเราชนกัน
“ชานยอล! ชานยอล! วิทย์คอม! อื้อ!”

เขาบีบจมูกแบคฮยอนเพราะมันเขี้ยว คนโดนบีบเองก็ทำหน้ายุ่ง แต่พอเขาปล่อยเจ้าตัวก็หัวเราะออกมาอย่างสดใส ยกมือขึ้นมาบีบจมูกเขากลับจนเราหัวเราะไปด้วยกันทั้งคู่

หน้าร้านซูชิที่เขาจองเอาไว้นั้นมีคนยืนรอเข้าคิวอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เพราะว่าเขาโทรมาจองเอาไว้ตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน เลยสามารถแจ้งชื่อของตัวเองกับพนักงานแล้วเข้าไปนั่งในร้านได้เลย คนที่ตอนแรกบอกเขาว่าจะไปกินชาบูกับเพื่อนนั้นสั่งซูชิทุกหน้าที่ร้านมีอย่างละสองชิ้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าอะไรแบคฮยอนก็กินทั้งนั้น บอกว่าเรามากินด้วยกันหน้าละชิ้น ถ้าอันไหนเขาไม่กิน แบคฮยอนจะกินให้เอง

“ทำไมถึงพามาเลี้ยงร้านนี้ล่ะ?” แบคฮยอนถามเขาขณะที่กำลังเลือกว่าจะกินซูชิหน้าอะไรก่อน “เคยมากินเหรอ?”
“ก็เมื่ออาทิตย์ก่อนใครบ่นอยากกินซูชิ?”
“ฉันเอง” แบคฮยอนเอาซูชิหน้าไข่หวานเข้าปาก เขาเลยใช้ตะเกียบคีบอีกชิ้นที่เหลือเข้าปากเหมือนกัน “จำได้ด้วย”
“พูดทั้งคืน ใครจะจำไม่ได้”
“งั้นเดี๋ยวพาไปเลี้ยงหมูสามชั้นนะ” แบคฮยอนทำตาวิบวับ เอาซูชิหน้าปลาไหลย่างเข้าปากอย่างอิ่มอร่อย “จะสั่งให้แบบไม่อั้นเลย กินเยอะ ๆ”
“หมายถึงนายใช่ไหม กินอยู่คนเดียว ให้ฉันย่าง”
“เอ้า ย่างเสร็จก็มากินสิ สั่งใหม่ก็ได้นี่หน่า” คราวนี้เป็นหน้ากุ้งขาว “บ่นเหรอ วิทย์คอม?”
“ใครจะกล้าบ่นบัญชีครับ ไม่มีหรอก” ความจริงเขาไม่ได้ไม่กล้า แต่เขาไม่บ่นต่างหาก ยินดีย่างให้เสมอ “เอาแซลมอนไหม จะสั่งแยกให้”
“เอา เอาแบบเบิร์นแล้วนะ แบบสดไม่กิน เลี่ยนอ่ะ”
“ได้ ๆ” เขาสั่งของเพิ่มให้แบคฮยอนที่มีความสุขอยู่กับไข่ปลาแซลมอน
“แต่ถ้านายจะกินก็สั่งมานะ ขอกินด้วยชิ้นนึง”
“ตกลงจะกินหรือไม่กินเนี่ย?”
“ไม่กิน แต่ถ้านายจะกินฉันก็จะกินด้วยไง”
“เอาแบบเบิร์นเนี่ยแหละ ซอสสไปซี่นะ เอากุ้งเพิ่มด้วยดีกว่า ขอโทษนะครับ ขอซุปมิโสะเพิ่มด้วย ขอบคุณครับ”

เขากินซูชิตามที่แบคฮยอนกิน บางคำก็อ้าปากรับจากตะเกียบของแบคฮยอน คนที่พอปรับความเข้าใจกันแล้วก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันตาเห็น ถ้าเกิดว่าจะโทษใครเขาก็คงจะโทษตัวเองที่ถึงจะบอกว่าเป็นแฟนกันแต่ก็ไม่เคยทำอะไรให้มันดีสักที จนแบคฮยอนคิดไปว่าเขาไม่คิดอะไร ทำเป็นเหมือนไม่ใส่ใจทั้งที่ความจริงแล้วเขาอยากทำอะไรตั้งมากมายกับแบคฮยอน ติดอยู่เรื่องเดียวคือเขามันเป็นคนขี้เขิน กว่าจะกล้าทำอะไรก็เกือบจะสายไปทุกที

บัญชีขี้น้อยใจมาเจอกับวิทย์คอมที่ขี้เขินอย่างเขา ถึงจะมีเรื่องที่ไม่เข้าใจกันไปบ้าง แต่นี่มันก็เป็นเวลาไม่ถึงสองเดือนนับจากปีใหม่ที่เราได้เริ่มทำความรู้จักกันในรูปแบบความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป มันคงเป็นช่วงที่เราต้องศึกษากันไปก่อน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยินดีจะง้อคนขี้น้อยใจไปตลอด อย่างน้อยก็ในวินาทีนี้ที่เราได้นั่งกินอะไรอยู่ด้วยกัน

“อันนี้อร่อยมากเลย” แบคฮยอนเอาแซลมอนที่เพิ่งมาเสิร์ฟเข้าปากเขา “สั่งอีกสักเซ็ตไหม ฉันยังได้อยู่นะ”
“ตามใจนาย สั่งได้เลย” เขาไม่ได้ว่าอะไร นี่มันบุฟเฟ่ต์ เห็นกินได้เยอะแล้วก็เจริญอาหารไปด้วย “วันนี้…เป็นยังไงบ้าง?”
“ยังไงเหรอ?”
“อารมณ์น่ะ”
“ก็…จะหนีไปกินชาบูกับเพื่อนอยู่แล้ว แต่มีคนส่งข้อความมาก่อน แต่ก็นะ!”
“ขอโทษ ก็เขินอยู่ ไม่กล้าพูด” ชานยอลยอมรับความผิดในครั้งนี้
“ต้องรอให้งอนก่อนใช่ไหม?”
“นั่น ไหนบอกว่าไม่งอนไม่โกรธกันไง ทีนี้ทำเป็นมาว่า”
“พูดมาก เอาปลาหมึกไปกินเลย!” ถึงจะเสียงดังไปหน่อย แต่แบคฮยอนก็ยังเป็นคนป้อนซูชิเขาอยู่ดี “วันนี้จะไปส่งที่ไหน?”
“ที่บ้านไง เดี๋ยวนั่งรถไปด้วย”
“ไม่ลำบากนะ?”
“ไม่หรอก อยากไปส่ง” ชานยอลตั้งใจเอาไว้แล้ว “อยากได้ดอกไม้รึเปล่า คือ…ไม่รู้ว่า…”
“ไม่ต้องหรอก ได้หมวกก็ดีใจแล้ว” แบคฮยอนหยิบมันขึ้นมาโบกไปโบกมาให้เขาดู “ช็อคโกแลตที่ให้ไป…ทำเองนะ”
“จริงดิ?” ซื้อมาให้ก็ดีใจแล้ว นี่เจ้าตัวบอกว่าทำเองเลยนะ “พูดแบบนี้ไม่กล้ากินเลยนะเนี่ย”
“ไม่ต้องกิน แช่ไว้ตู้เย็นนั่นแหละ”
“ไม่ได้ดิ อุตส่าห์ทำให้ ขอบใจมากนะ กินซูชิเสร็จแล้วก็กินด้วยกันก็ได้ เผื่อไม่อร่อยจะได้บอกเลย”
“นิสัย…” แบคฮยอนทำท่าเหมือนจะเอาตะเกียบจิ้มตาเขา ทำเอาหัวเราะกันออกมาเพราะว่ามันตลกดี “งอนแล้ว”
“ไม่งอนดิ ง้อนะ นะนะ”
“ไม่ฟัง!”
“บัญชี…”
“เงียบไปเลยวิทย์คอม กินเข้าไป!”

วาเลนไทน์กับแบคฮยอน…น่ารักดีเหมือนนะ
คนที่อยากจะเอาแซลมอนเข้าปากสองชิ้นพร้อมกัน ปากที่อ้ากว้างแบบนั้น ดวงตาที่ยิ้มจนยิบหยี…
น่ารักมากเลย ♡





♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡


Reply · Report Post