sodaisy95

🧸🎈 · @sodaisy95

14th Oct 2018 from TwitLonger

One time Bestseller #ดซชานแบค


*********
One time Bestseller
(only you, in my memories)
: chanbaek
#ดซชานแบค




ผมรู้จักความรักครั้งแรกตอนมัธยมปลายปีหนึ่ง

เอาเข้าจริง...ผมสับสนกับความรู้สึกนี้มาตลอด ผมเคยคิดว่าผมชอบเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งตอนประถมสาม เธอคนนั้นที่ถักเปียสองข้างมาเรียนหนังสือทุกวัน ผมชอบเวลาที่เธอหัวเราะกับเพื่อน หรือไม่ก็อาจจะเป็นตอนที่เธอออกไปแก้โจทย์หน้าห้อง แต่พอย้ายที่เรียนในระดับชั้นประถมปลาย ผมก็ลืมเธอ

ต่อมาสมัยประถมห้าที่ผมเองก็คิดว่าผมชอบเพื่อนต่างห้องที่มีผมหยักศก มัดหางม้าที่ขยับทุกครั้งที่เธอเคลื่อนไหว แต่พอขึ้นประถมหกก็มีคนมาบอกว่าชอบผม ยอมรับว่าตอนนั้นก็ไขว้เขวเหมือนกัน ว่าตกลงแล้วผมควรจะเลือกเดินไปทางไหน แต่ผมก็ลืมเรื่องของพวกเธอเหล่านั้นไป...เมื่อขึ้นมัธยมต้น

มันก็ตลกดีนะที่คนเราลืมอะไรได้ง่ายดาย มันไม่ใช่ว่าผมลืมเธอหรอกนะ แต่สิ่งที่ผมลืมเข้าให้ คือความรู้สึกในตอนนั้นต่างหาก ผมลืมเรื่องราวดีๆในวันเหล่านั้น ราวกับว่าผมไม่เคยรู้สึกแบบนั้นมาก่อนเลยด้วยซ้ำ

ผมบอกกับตัวเองว่ามันก็แค่วัยประถม มันไม่ได้สำคัญอะไรเท่าไหร่นักหรอก อัตราเฉลี่ยของเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยประถมและจะคบกันยืนยาวจนถึงวันที่อายุสามสิบน่ะ เปอร์เซ็นต์ต่ำกว่าหนึ่งอีก ผมคิดว่าจะไปใส่ใจอะไรกับช่วงเวลาเหล่านั้นกัน มันไม่มีอะไรหรอก

ต่อมาผมมาไกลกว่าคำว่าชอบ คือการมีแฟนคนแรกในชีวิตตอนมัธยมต้นปีสอง เธอเป็นผู้หญิงผมสั้นใส่แว่นที่ดูน่ารักเวลาที่เธอคุยกับผม เป็นคนเรียนหนังสือเก่งใช้ได้ ผมคิดอีกแล้วว่าผมชอบเธอ ผมชอบเธอมากขนาดที่ว่ายอมรอเธอเดินกลับบ้านพร้อมกัน คุยโทรศัพท์กันบ่อยครั้ง เปิดโปรแกรมแชทในคอมพิวเตอร์รอเพื่อคุยกับเธอ หลายสิ่งหลายอย่างที่มากกว่าที่เคยทำมา ไม่ว่ากับใครทั้งนั้น

แต่มันก็จบ...เพราะอะไรผมก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ หรือไม่แน่ผมก็ไม่เคยอยากจะรู้มันด้วยซ้ำ ผมไม่เสียใจเลยสักนิด

มันเหมือนเป็นเรื่องตลกนะ ผมยอมรับว่านึกขำขันตัวเองเล็กน้อยที่เคยทำเรื่องที่ตอนนี้มองว่าบ้าบอลงไปตอนนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่ผมน่าจะทำ แต่ผมก็ยังทำลงไป คิดในแง่ดี...มันก็เหมือนการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ชีวิตนั่นแหละ ถึงผมจะลืมว่าเคยชอบเธอยังไง แต่ผมก็คงลืมไม่ได้หรอกว่าเธอเป็นแฟนคนแรกของผม

ผมย้ายโรงเรียนอีกครั้งตอนมัธยมปลาย และนั่น...มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ทางด้านความรู้สึกของผม

ผมจะเริ่มต้นมันจากตรงไหนดีนะ ?

พอคิดแบบนี้ผมเลยคิดว่าเราควรจะเริ่มจากจุดเริ่มต้นจริงๆก่อน วันนั้นเป็นวันฝนตกในตอนเช้า แต่อากาศกลับร้อนจัดในตอนบ่าย เห็นเพื่อนพูดกันว่ามันเป็นเพราะโลกร้อนหรือกรีนเฮาส์เอฟเฟค เอาเข้าจริงผมไม่รู้หรอกว่ามันเกี่ยวข้องอะไรกันยังไง รู้แค่เราควรงดใช้พลาสติก ปั่นจักรยาน ปลูกต้นไม้อะไรเทือกๆนั้น เรียกอีกอย่างว่าวิธีรักษ์โลก ผมก็รักษ์โลกนะ อย่างน้อยผมก็ปั่นจักรยานมาเรียนก็แล้วกัน

ช่างเถอะ...เรื่องของผมนั้นมันเริ่มขึ้นจริงๆตอนที่เพื่อนโอ เพื่อนที่รู้จักกันเพราะวันปฐมนิเทศนั่งข้างกัน ลากผมไปตามระเบียงทางเดินของตึกต่างๆ ที่รุ่นพี่มัธยมปลายปีสามมาตั้งโต๊ะรับสมัครรุ่นน้องเข้าชมรม ในวันนั้นเท่าที่จดจำได้ ผมคิดกับตัวเองเอาไว้ว่าอยากจะเข้าชมบาสเกตบอล หรือไม่ก็ชมรมดนตรีเพราะผมรักกีตาร์ แต่ไอ้เพื่อนบ้ามันดันลากผมมาที่ชมรมยิงธนู ด้วยเหตุผลที่ว่า...

มันแอบชอบพี่ประธานชมรม

พอผมทำหน้าไม่เข้าใจ มันก็เริ่มสาธยายความรู้สึกในใจให้ผมฟัง มันบอกว่าจากบ้านมันจะมีทางแยกสักทางอะไรของมัน ซึ่งเป็นทางที่อยู่หลังโรงเรียน เป็นเส้นทางที่ผมไม่เคยใช้แล้วไม่เคยคิดจะใช้ วันแรกที่มันมาโรงเรียน มันอวดเก่งมาเองเพราะมั่นใจในความสามารถ แต่สุดท้ายมันก็หลงทางเพราะไม่รู้ว่าต้องเลี้ยวไปทางไหน

จนหันไปสบตากับคนที่ใส่เครื่องแบบนักเรียนเหมือนกัน อีกฝ่ายส่งยิ้มมาให้ ก่อนจะยกมือขึ้นแล้วชี้ไปทางที่ต้องเลี้ยวขวา

นั่นแหละ...มันบอกว่ารุ่นพี่คนนั้นเป็นรักแรกพบ

คุณเชื่อเรื่องรักแรกพบไหมครับ ?

ความคิดของผมบอกว่า คำว่าชอบแรกพบน่าจะจริงกว่าคำว่ารัก เราจะรักกันทั้งที่เพิ่งเห็นหน้าได้อย่างไร หรือการได้ใช้เวลาด้วยกันในหนึ่งวันมันยังไม่ได้ช่วยให้รักกันเลย แต่คำว่าชอบมันก็คงไม่แน่ เรายังมีความรู้สึกชอบอะไรบางอย่างทั้งที่เห็นมันครั้งแรก กับใครสักคนก็เหมือนกัน เราก็คงแค่ชอบ

เราก็คงแค่ชอบ...

ผมไม่ได้ชอบใครในวันนั้นหรอกครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น คือการที่ผมเซ็นชื่อลงไปในใบสมัครของชมรมเป็นคนที่สิบสี่ เป็นคนรองสุดท้ายพอดีที่ชมรมนี้เปิดรับ

ผมสงสัยนะว่าทำไมถึงรับแค่สิบห้าคน เพราะในใบข้อบังคับของชมรมทั่วไป กำหนดไว้ที่ยี่สิบห้าถึงสามสิบคนในแต่ละระดับชั้น จนผมได้รู้มาว่า ชมรมนี้รับนักเรียนให้เท่ากับจำนวนรุ่นพี่ปีสามที่มีอยู่ ส่วนปีสองนั้นเป็นสายแข่งขัน อะไรสักอย่างที่ผมไม่ได้สนใจจะรับรู้มากนัก

ชีวิตมัธยมปลายปีแรกของผมไม่มีอะไรไปมากกว่าการเรียนหนังสือ หรือเดินหลงทางหาห้องปฏิบัติการทางชีววิทยาไม่เจอ จนถึงวันแรกของการเข้าชมรมยิงธนูที่ตั้งอยู่หลังสนามฟุตบอลไปอีก เพื่อนโอตื่นเต้นเหมือนคนไม่ปกติ ทั้งยังทำตัวแปลกประหลาดจนผมหวั่นใจ มันเอาแต่บอกว่ามันอยากเจอพี่ประธานชมรมใจจะขาด มันทนไม่ไหวจริงๆ

วันนั้น...ไม่มีสัญญาณใดๆบ่งบอก ว่ามันเป็นวันที่จะยังคงติดค้างอยู่ในความทรงจำของผมแบบนี้ มันเป็นวันที่ไม่เคยจางหายไปในความทรงจำของผม ทั้งที่ผม...อยากลืมมันแทบตาย แต่ในทางกลับกัน ผมก็มีความคิดว่าผมจะไม่มีวันลืมมันไปตลอดชีวิต มันเป็นเหมือนความรู้สึกที่ย้อนแย้งกัน ผมอยากลืมแต่ก็อยากจำ แต่ถ้าเกิดว่าผมลืมมันได้จริงๆ เชื่อเถอะว่าผมไม่อยากลืมหรอก

ผมอวดเก่งในใจของตัวเองไปอย่างนั้นว่าความทรงจำที่มีมันไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากนัก แต่ความจริงแล้ว...มันอาจจะเป็นความทรงจำที่ทำให้ผมได้เรียนรู้คำว่าชีวิตมากขึ้นก็ได้

ระบบการฝึกรุ่นน้องของชมรมยิงธนูนั้นใช้กันมายาวนานมากกว่าห้าสิบปีที่ก่อตั้งโรงเรียนมา คือการจับคู่รุ่นพี่ปีสามให้ฝึกน้องปีหนึ่ง จะฝึกอย่างไรก็ได้ แต่ครั้งสุดท้ายที่สอบวัดระดับว่าจะผ่านชมรมหรือไม่นั้น ถ้าน้องสอบผ่าน พี่ก็ผ่าน ถ้าไม่ผ่าน...ก็ไปด้วยกันทั้งคู่ ระบบนี้จึงได้ผลเพราะรุ่นพี่เองก็กลัวว่าจะไม่ผ่านเหมือนกัน

และผมก็ได้คู่...กับพี่ประธานชมรม

รุ่นพี่เอเป็นคนยิ้มสวย ท่าทางใจดีแต่งก็ดูแข็งแกร่งไปในตัว ถ้าคิดถึงคำที่เข้าใจได้ง่ายก็คงเป็นคนแข็งนอกอ่อนใน รุ่นพี่เอยิ้มให้ผม ก่อนที่เราจะทำความรู้จักกันในฐานะคู่ฝึกในชมรม รุ่นพี่เอถามผมถึงความสามารถ เช่น เคยยิงธนูมาก่อนไหม เล่นกีฬาอะไรบ้าง อยู่บ้านชอบทำอะไร กิจกรรมกลางแจ้งที่ชอบทำ ผมเองก็ตอบไปโดยที่ไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร เพราะพี่เค้าเป็นอัธยาศัยดี

จนตอนที่รุ่นพี่เอผมบอกว่ารอแปปนึง แล้วเดินเลยไปด้านหลัง ตอนนั้นเองที่ผมได้สบตากับเพื่อนโอ คนที่ทำหน้ามีเลศนัยอย่างไม่ปิดบัง บอกผมว่าเรียบร้อยแล้ว ยกนิ้วโป้งเชิงบอกผมว่าเยี่ยมไปเลย !

ตอนแรกผมไม่เข้าใจว่าอะไรเรียบร้อย จนรุ่นพี่เอเดินมาบอกผมว่า ขอโทษนะ เราคงต้องเปลี่ยนคู่ฝึกกันหน่อย เนื่องจากมีปัญหาอะไรสักอย่างที่รุ่นพี่เองก็ไม่ได้บอกผม โดยที่รุ่นพี่เอจะต้องไปฝึกเพื่อนโอ ส่วนผมนั้นได้รุ่นพี่ที่คู่กับเพื่อนโอมาก่อน ผมเองก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก เพียงแต่นึกในใจว่า เพื่อนโอนี่มันร้ายจริงๆ

ผมควรจะรู้ได้...ว่าช่วงเวลาต่อจากนี้ไป เป็นเวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิตของผม

ตอนที่ผมสบตาเข้ากับใครคนนึงที่นั่งลงตรงหน้าผมเอง

ผมไม่รู้หรอก จนวันนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าผมมีสีหน้าหรือทำท่าทางแบบไหนออกไป แต่ที่ผมรู้ดีคือมันทำให้อีกฝ่ายยิ้มกว้างออกมา ก่อนจะแนะนำตัวว่าเราจะมาเป็นคู่ฝึกกัน

รุ่นพี่บี...พี่บี

รุ่นพี่บีเป็นรุ่นพี่ปีสามที่ยิงธนูไม่ได้เรื่อง เจ้าตัวพูดออกมาเอง แถมเล่าให้ผมฟังว่าได้เกือบตกตลอดเวลา ถ้าตีคะแนนเต็มสิบแล้วก็คงจะได้หก ถ้าเกิดว่าผมอยากจะเก่งถึงขั้นไปแข่งระดับเขต รุ่นพี่บีคนนี้ก็คงจะช่วยอะไรผมไม่ได้นอกจากช่วยดูแลสวัสดิการให้เท่านั้น

รุ่นพี่บีบอกผมว่ามีปัญหาอะไรให้บอกได้เสมอ ถือว่าเป็นพี่น้องกันก็แล้วกันเนอะ

จากการที่รุ่นพี่บีแนะนำตัวอยู่ตรงหน้าผม มันทำให้ผมรู้ว่ารุ่นพี่บีเป็นคนหางตาตก เวลายิ้มแล้วตาจะยิบหยี เวลาแสดงสีหน้าจะเหมือนลูกหมาพันธุ์ลาบาดอร์ รีทรีฟเวอร์ มีไฝเล็กๆที่มุมปากบน ไฝที่ดูเหมาะกับรุ่นพี่บี...

ทุกอย่างที่รุ่นพี่บีเป็น...มันเหมาะกันหมดเลย

วันแรกเราควรทำความรู้จักกันก่อน เพราะรุ่นพี่บีพูดแบบนั้น ผมถึงได้รู้ว่ารุ่นพี่บีบ้านอยู่แถวไหน มาโรงเรียนยังไง ชอบกินอะไร ร้านประจำร้านไหน เกมที่ชอบหนังสือที่ใช่หนังที่โดนใจ สารพัดสิ่งอย่างเพื่อทำความรู้จักกันภายในหนึ่งชั่วโมงสิบนาทีที่เข้าชมรม

น่าแปลกใจที่ผมจำรายละเอียดทุกอย่างในวันนั้นมาได้จนถึงวันนี้ ผมจำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งตอนที่รุ่นพี่บียักคิ้วให้ผม บอกว่ากลับบ้านเถอะ พี่ปล่อยเร็วก็แล้วกัน เป็นของขวัญที่ได้เป็นคู่ฝึกกันเนอะ

ส่วนของขวัญจริงๆเป็นเจลล้างมือหลอดใหญ่ รุ่นพี่บีบอกผมว่าเราจำเป็นต้องใช้มันหลังจากที่ฝึกซ้อมเสร็จ ทุกวันนี้ผมยังเก็บหลอดเปล่าๆเอาไว้ที่ลิ้นชักโต๊ะหนังสือที่บ้าน อยู่ร่วมกับสิ่งของไม่กี่อย่างที่มีความสำคัญในชีวิตของผม นอกจากเจลล้างมือแล้ว รุ่นพี่บีก็เคยให้อะไรผมหลายๆอย่าง

ทั้งที่มีคุณค่าในตัวของมันเอง และมีคุณค่ากับจิตใจของผม

รุ่นพี่บีเล่าว่า เพื่อนโอสารภาพหมดเปลือกว่าชอบรุ่นพี่เอเข้าให้แล้ว เล่ามาหมดเหมือนที่เล่าให้ผมฟัง ตื๊อให้รุ่นพี่บีใจอ่อนยอมช่วยพูดให้แลกคู่ให้หน่อย ตอนแรกก็ห่วงว่าผมจะโอเครึเปล่า แต่เพื่อนโอมันก็บอกว่าผมเป็นเพื่อนมัน เรื่องมันก็เป็นแบบนี้

พอถามว่าทำไมถึงยอมช่วยมัน รุ่นพี่บีก็บอกกับผมว่า

‘ความรู้สึกน่ะ เป็นเรื่องสำคัญนะ’

ผมรู้ว่ามันสำคัญ ผมรู้มาจนถึงตอนนี้

ชีวิตมัธยมปลายปีหนึ่งของผมเปลี่ยนไป ความรู้สึกของผมเปลี่ยนไป ผมยิ้มได้ทุกครั้งเวลาที่เจอรุ่นพี่บีในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าห้องหมวดคณิตศาสตร์ หน้าร้านขายน้ำ หน้าร้านขนม ที่ชั้นพักบันได...และทุกวันศุกร์ ที่ผมต้องมาเรียนยิงธนู

ครั้งแรกที่เราได้เรียนจริงๆจังๆ รุ่นพี่บีบอกกับผมว่าเราควรจะเรียนตามแบบทฤษฎีกันก่อน ตามทฤษฎีแล้วต้องจับยังไง ต้องยิงยังไง ดึงยังไง ลองให้ผมใช้ธนูของรุ่นพี่บีเล่นดู รุ่นพี่บีบอกกับผมว่า ยังไม่จำเป็นต้องซื้อหรอก แต่ถ้าคิดว่าอยากเล่นจริงๆค่อยไปซื้อ วันนี้ก็ลองเล่นดูก่อน จบจากทฤษฎีแล้วรุ่นพี่บีก็สอนในแบบของตัวเอง บอกผมว่าให้ยิงยังไงก็ได้ให้มันเข้าเป้านั่นแหละ อย่าไปคิดอะไรมากเลย

ผมไม่เคยเล่นมาก่อน แต่รุ่นพี่บีก็บอกว่าผมทำดีแล้ว แม้จะยิงไม่โดนเป้ากลางเลย มีแค่ครั้งสองครั้งที่ยิงเข้าเป้าจนพอจะได้คะแนนบ้าง แต่รุ่นพี่บีก็ทำแค่กวักมือเรียกผมมานั่งกินขนมด้วยกัน ถามผมว่าเป็นน้องใหม่ของโรงเรียนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ไม่ได้สนใจว่าผมจะยิงธนูแย่แค่ไหน เรื่องพวกนั้นไม่เคยอยู่ในสายตารุ่นพี่บีเลย

ผมตอบไปว่าก็ดีครับ ก็เป็นโรงเรียนทั่วไป ตอนนั้นที่รุ่นพี่บีหัวเราะกลับมา ผมจำได้ไม่ลืมเลยว่าหัวใจของผมเต้นแรงมากแค่ไหน ผมไม่ได้ยินสิ่งที่รุ่นพี่บีพูดต่อจากนั้น แต่ผมก็ยิ้มตอบกลับไปเพราะว่าผมมีความสุข ได้สติอีกทีตอนที่รุ่นพี่เอเดินมาหา ว่าว่าทำไมถึงไม่ซ้อมกัน

สำหรับผม...รุ่นพี่บีเป็นพี่ที่มากกว่าการเป็นคู่ฝึกกัน

เป็นรุ่นพี่คนแรกของผมในโรงเรียน คนที่เป็นรุ่นพี่จริงๆ

ถ้าเราบังเอิญเจอกันในช่วงเช้า รุ่นพี่บีก็จะถามผมว่ากินข้าวมารึยัง ปกติผมจะกินมาแล้ว ก็ยิ้มตอบกลับไปว่ากินแล้วครับ แต่มีวันนึงที่ผมไม่ได้กินข้าวมาเพราะแม่ตื่นสาย เลยได้กินข้าวเช้าพร้อมรุ่นพี่บีเป็นครั้งแรก และมันก็เป็นครั้งแรกที่ผมคิดว่ารุ่นพี่บีตอนกำลังกินข้าวน่ารักดี

ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าใครตอนกินน่ารัก ผมไม่เคยสนใจใครเวลากิน แต่รุ่นพี่บีเป็นคนแรกที่ผมนั่งมองเวลากินได้ไม่เบื่อเลย มองจนโดนดุว่าทำไมผมถึงไม่กิน แล้วหมูในถาดของผมก็จะหายไปหนึ่งชิ้น

ถ้าเจอกันระหว่างคาบเรียน ผมก็จะได้รับคำถามเช่นว่า เรียนอะไร ออกมาทำอะไร ไม่ได้โดดเรียนใช่ไหม ผมก็ได้แต่ตอบกลับไปว่าเปล่าครับ มาเข้าห้องน้ำบ้าง มาเอาสมุดบ้าง มาส่งงานบ้าง แล้วแต่ว่าตอนนั้นผมมาทำอะไร

ตอนกลางวันถ้าเจอรุ่นพี่บี พี่เค้าก็จะถามผมว่ากินอะไร พอตอบไปรุ่นพี่บีก็จะมากินด้วย บอกว่าคิดไม่ออกว่าจะกินอะไรดี กินเหมือนผมก็แล้วกัน

ถ้าเจอกันตอนเลิกเรียน...รุ่นพี่บีก็จะชวนไปเที่ยว

คาเฟ่ ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ดูหนัง ห้างสรรพสินค้า เกมเซ็นเตอร์ ที่ผมรู้เพราะผมไม่เคยไม่ตกลงไปเลยสักครั้ง เวลาไปจะมีผม รุ่นพี่บี แล้วก็รุ่นพี่ซีที่เป็นเพื่อนสนิทกับรุ่นพี่บี บางครั้งเพื่อนโอคนคูลก็ตามมาด้วย แล้วจากนั้นเพื่อนโอก็จะไปงอแงใส่รุ่นพี่บี ทำให้รุ่นพี่เอตามมาด้วยอีกคนเพราะรุ่นพี่บีชวน

ช่วงแรกผมทำตัวไม่ถูกเลย ไม่รู้จะไปอยู่ตรงไหน จะอยู่กับเพื่อนโอ มันก็เอาแต่เกาะติดรุ่นพี่เอ แต่เหมือนรุ่นพี่บีจะรู้ ถึงได้เรียกผมไปอยู่ด้วย มันเป็นครั้งแรกที่ผมคิดว่าการเป็นเศษสามก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ กับรุ่นพี่ซีก็ทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดี รุ่นพี่ซีเป็นรุ่นพี่ที่ดีคนหนึ่ง อยู่ชมรมหมากรุกของโรงเรียน ช่วงที่รุ่นพี่บีเดินไปซื้อของแล้วเหลือเราอยู่กันแค่สองคน ผมไม่เคยรู้สึกอึดอัดเลย

รุ่นพี่ซีชอบชวนผมดูนิตยสารรถยนต์ด้วยกัน ผมเองก็ชอบเหมือนกันเลยไม่ขัดข้อง เราแชร์ข้อมูลเรื่องรุ่นรถที่ชอบกันบ้างเวลาที่ได้ไปเที่ยวช่วงเย็นด้วยกัน หรือตอนที่รุ่นพี่ซีมานั่งรอรุ่นพี่บีซ้อมยิงธนูกับผม

การยิงธนูของผมก็ไม่ได้พัฒนาก้าวกระโดดอะไรเหมือนเพื่อนโอที่อยากให้รุ่นพี่เอประทับใจ แต่ถึงอย่างนั้นรุ่นพี่บีก็เอาแต่บอกว่าผมเก่งแล้ว ยิงโดนขอบเป้ายิงก็ปรบมือให้ บอกผมว่าผ่านก็พอ ได้หกเท่าพี่ก็ได้ แค่นั้นพี่ก็ดีใจแล้ว

มีบางครั้ง...ที่ผมได้ปั่นจักรยานให้รุ่นพี่บีซ้อน ในเย็นวันศุกร์ที่เราอยู่ซ้อมกันจนท้องฟ้ากลายเป็นสีส้ม รุ่นพี่บีบอกให้ผมปั่นจักรยานเลียบคลองประปาไปจนเกือบสุดถนน ก่อนจะพาผมไปนั่งดูนกบินกลับรัง แล้วถามผมว่าวันเสาร์ทำอะไรดี พี่ไม่อยากอ่านหนังสือแล้วล่ะ

ผมแนะนำว่านอน คำแนะนำนั้นทำให้รุ่นพี่บีหัวเราะไม่หยุด บอกผมว่าถ้านอนมากกว่านี้พี่ก็คงไม่ต้องทำอะไรแล้ว

วันนั้นผมนั่งคุยกับรุ่นพี่บี...จนถึงหนึ่งทุ่มเลย

ผมได้รู้ว่ารุ่นพี่บีไม่ชอบเรียนวิชาคำนวณ แต่ก็ไม่ได้ทำไมไม่ได้ แค่ไม่ชอบเฉยๆ อยู่บ้านว่างๆชอบนอนเล่น เคยลองแต่งนิยายบ้างแต่มันไม่ได้เรื่อง รูปก็ลองวาดดูแล้วแต่ก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกัน ลองทำกราฟฟิกก็ดูไม่ได้ อยากลองไปพวกโฆษณาภาพยนตร์ก็รู้สึกว่าไม่ใช่ พอลองคิดถึงเรื่องการปกครองก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังปกครองไม่ได้ ทุกวันนี้ทำอะไรเป็นเป็ด ไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง แต่รุ่นพี่บีก็บอกว่าพี่ไม่เคยเครียดอะไรเลย ไม่ได้ก็ไม่ได้ สักวันก็คงมีอะไรที่ทำได้เองนั่นแหละ แค่บ่นไปอย่างนั้น ไม่ได้เรื่องแบบนี้ก็มีความสุขเหมือนกัน เพราะไม่เคยมีวินาทีไหนที่กดดันในชีวิตเลย

จนถึงวันสอบครั้งแรกของชมรม วันนั้นผมทำให้รุ่นพี่บีประทับใจด้วยการยิงเข้าเป้าได้ ทั้งที่ตอนซ้อมนั้นทำไม่ได้เลย ยิงเข้าทีรุ่นพี่บีก็ส่งเสียงเชียร์ที ผมตื่นเต้นมากเลย แล้วก็ดีใจมากด้วย

มันเกือบเป็นวันที่ดีของผมแล้ว...จริงๆนะ

ผมโทษตัวเองที่วันนั้นไม่ยอมกลับบ้าน โทษตัวเองที่ลืมเสื้อคลุมเอาไว้จนต้องกลับไปเอา โทษตัวเอง...

ที่ไปเห็นรุ่นพี่บีกับรุ่นพี่ซีกำลังจูบกันอยู่ที่ชมรม

มันเป็นวันที่ดี เพราะเป็นวันที่ผมรู้ตัวว่ารู้สึกยังไงกับรุ่นพี่บี


แต่มันแย่ที่สุด เพราะมันทำให้ผมรู้ตัวว่าตรงนั้นมันไม่เคยมีที่สำหรับผมเลย

วันนั้นผมปั่นจักรยานกลับบ้านไป ร้องไห้ไป ถ้าหากใครจินตนาการภาพผมตอนนั้นแล้วคงจะคิดว่ามันตลกดี ผมเองก็อยากจะคิดว่ามันตลกได้บ้าง แต่จนวันนี้ ผมกลับรู้สึกแย่ทุกทีที่คิดถึงมัน ผมเอาแต่โทษตัวเองในหลายๆเรื่อง ตั้งคำถามว่าทำไมกับอะไรหลายๆอย่าง ทุกเรื่องราวที่ผมเคยทำมันย้อนกลับมาจนเอ่อล้นออกมาเป็นน้ำตา

ผมเสียใจ...

ที่รู้ตัวว่าชอบรุ่นพี่บีช้าไป...หรือรู้ว่ามันไม่เคยมีความหมาย

ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน

ผมชอบรุ่นพี่บีเวลายิ้ม เพราะว่ามันทำให้ผมยิ้มได้ไปด้วย

ผมชอบรุ่นพี่บีเวลาเครียด เพราะว่ามันจะทำให้ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของรอยยิ้มที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น

ผมชอบเวลาที่รุ่นพี่บีแสดงออกตรงหน้าผมว่าเศร้า เพราะมันทำให้ผมได้เข้าใกล้พี่เค้ามากเข้าไปอีกหนึ่งก้าว

ผมชอบเวลาที่รุ่นพี่บีกิน เดิน วิ่ง นั่งหลับ นอนหลับ ยิงธนู อ่านหนังสือ ทำการบ้าน เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง เลือกรสไอศกรีม อ่านเมนูอาหาร เลือกเมนูซูชิจานเวียน เลือกชิ้นแซลมอนเวลากินบุฟเฟต์ ตักกุ้งเทมปุระมาแปดตัว เลือกการ์ตูนที่อยู่บนชั้นวาง เลือกสมุด เลือกปากกา เลือกหนังสือเตรียมสอบ เลือกยี่ห้อเยลลี่ เลือกรองเท้าที่ชอบ

ชอบจนผมร้องไห้ออกมา...รุ่นพี่บีนี่มหัศจรรย์จริงๆ

ผมไม่รู้ว่าตัวเองอกหักรึเปล่า แต่ตอนนั้นโคตรเจ็บเลย

ทางที่ผมเลือกคือการตีตัวออกห่าง ในทุกสถานการณ์ที่มีผลต่อหัวใจของผม เมื่อก่อนผมไม่เคยเข้าใจหรอกว่าทำไมในหนังหรือในละคร หรือแม้แต่ในตัวอักษรที่ถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือ ตัวละครถึงต้องตีตัวออกห่างจากกัน แต่วันนั้นผมก็ได้รู้ว่าความรู้สึกหนึ่งของเหตุผลนั้น คือการที่ผมไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้อย่างไร ผมรู้ว่าผมควรหยุดมันเอาไว้เท่านี้ แต่ปัญหาคือมันต้องทำอย่างไร ผมไม่รู้วิธี ผมทำไม่ได้

ทำได้เพียงแค่...ถอยออกมา

จากความรู้สึกที่มีอยู่

ผมวางแผนชีวิตตัวเองในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผมเลี่ยงการไปโรงอาหารในตอนเช้าเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเจอหน้ารุ่นพี่บี อยากได้อะไรผมก็จะฝากเพื่อนโอซื้อ ช่วงกลางวันผมจะมองหารุ่นพี่บีก่อน ถ้าเจอแล้วก็จะพยายามเลี่ยง...ที่จริงผมเห็นรุ่นพี่ซีก่อนใครเพื่อนเลย ถ้าเห็นรุ่นพี่ซีแล้วผมก็จะพยายามเลี่ยงพื้นที่ตรงนั้นไป ช่วงเย็นก็ไปออกหลังโรงเรียนกับเพื่อนโอแทน เป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปหลังโรงเรียนบ้าง สมควรแล้วที่เพื่อนโอจะหลงทางในวันแรกที่มาเรียน เพราะทางมันซับซ้อนใช้ได้เลย

แต่ช่วงเวลาที่เลี่ยงไม่ได้คือวันที่ต้องเข้าชมรม

ผมไม่รู้ว่าควรต้องทำอย่างไรดี ผมทำตัวไม่ถูก ต้องทำแบบไหน ทำอย่างไร มันเป็นความรู้สึกอึดอัดอย่างที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน ยากที่ใครจะเข้าใจได้ถ้าไม่เคยได้พบเจอความรู้สึกนั้นกับตัวเอง

รุ่นพี่บีทักผมด้วยรอยยิ้มเฉกเช่นวันที่ผ่านมา ผมเองก็ได้แต่ยิ้มรับ จดจ้องอยู่กับการฝึกซ้อม จนรุ่นพี่บีแซวว่าวันนี้ผมขยัน ผมเองก็ทำได้แค่ยิ้มจริงๆ และมันคงจะขมขื่นนิดๆ ในตอนที่รุ่นพี่ซีเดินเข้ามาในชมรม ยิ้มให้ผมแบบที่รุ่นพี่บีทำ

เวลารุ่นพี่บีชวนกินขนม ผมก็ได้แต่ส่ายหน้า

ชวนผมไปเที่ยวต่อ ผมก็ได้แต่ส่ายหน้า

รุ่นพี่บีถามกลับมาว่าไม่ว่างหรอ งานโรงเรียนรึเปล่า มีอะไรบอกพี่ได้นะ ถ้าเป็นก่อนหน้านี้มันคงจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่ตอนนี้ผมก็ทำได้แค่ส่ายหน้า ตอบกลับไปว่าเปล่าหรอกครับ ไม่มีอะไรทั้งนั้น

ผมสุภาพกับรุ่นพี่บีขึ้นจนโดนเลิกคิ้วใส่ บอกว่าไม่ต้องสุภาพกับพี่ขนาดนั้นก็ได้ แต่...ถ้าผมทำเป็นสนิทเหมือนเดิม ความรู้สึกที่ผมมีมันจะเพิ่มขึ้นไหม ผมเฝ้าถามตัวเองแบบนั้นทุกวัน ผมกลัวใจตัวเองจริงๆ

เพราะความรู้สึกที่ผมมี...มันไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย

จนวันนึงที่ผมกำลังตั้งใจฝึกซ้อมแทบเป็นแทบตายเพื่อกดความรู้สึกของตัวเองลงไป รุ่นพี่บีก็พูดขึ้นมากลางอากาศว่าผมมีอะไรไม่พอใจรึเปล่า หรือรุ่นพี่บีไปทำอะไรให้ผมตีตัวออกห่างแบบนี้

รุ่นพี่บีใช้คำว่าตีตัวออกห่าง...แล้วผมก็ทำมันจริงๆด้วย และเพราะว่าทำเลยแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน ทำเป็นจดจ่ออยู่กับอะไรเดิมๆ พอรุ่นพี่บีตั้งท่าจะถามซ้ำ ผมก็เดินเลี่ยงไปถามรุ่นพี่เอ เกี่ยวกับเรื่องอะไรสักอย่างที่ผมจำไม่ได้เหมือนกัน

แต่มันทำให้รุ่นพี่บีโกรธผม

และผม...ก็บอกตัวเองว่าดีแล้ว

ผมสารภาพเรื่องนี้กับเพื่อนโอ เพื่อนที่ทำหน้าเหรอหราถามผมว่ามันเกิดอะไรขึ้นวะ ผมเล่าให้ฟังตั้งแต่ตอนที่ผมเดินเข้ามาเห็นรุ่นพี่สองคนนั้น จากนั้นผมก็พูดถึงความรู้สึกตัวเองที่มีอยู่จนล้นใจ เพื่อนโอก็บอกว่ามันเข้าใจผมดียิ่งกว่าใคร เพราะว่ามันเองก็อยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่เหมือนกัน ตอนนั้นเองที่มันบอกผมว่ามันคุยกับรุ่นพี่เอทุกวัน ส่วนรุ่นพี่เอก็คุยกับมัน แล้วก็กับคนอื่นทุกวันเหมือนกัน

เพื่อนโอบอกผมว่ามันเป็นตัวเลือก...แต่ว่ามันก็ไม่รู้ว่าจะดีกว่านี้เพื่อให้พี่เค้าเลือกยังไงแล้ว

สถานการณ์ระหว่างผมกับรุ่นพี่บีเป็นไปในทางลบ ทั้งผมและรุ่นพี่บีสุภาพใส่กันจนเกินควร ผมเองก็ไม่จำเป็นต้องหลบหน้าในโรงเรียนแล้วเพราะเราไม่ทักกัน ผมเองโค้งให้บ้างเพราะรุ่นพี่บีก็เป็นรุ่นพี่ แต่ส่วนมากจะเป็นรุ่นพี่ซีที่พยักหน้าให้ผม เพราะรุ่นพี่บีทำเป็นเหมือนผมไม่ได้อยู่ตรงนั้น ไม่มีผมอยู่ในสายตาเลยสักนิด

ผมไม่ได้ตัดพ้ออะไรชีวิตนักหรอก มันก็เจ็บดีที่เจอแบบนี้ ผมบอกตัวเองว่าผมจะทำใจได้เร็วยิ่งขึ้น มันก็คงเหมือนกับที่แล้วมา มันจะไปยากอะไรกันล่ะ

ที่จริงมันยาก ทุกวันนี้ก็ยังยากอยู่เลย

แต่ในเมื่อผมเลือกที่จะเลี่ยง เลือกที่จะทำแบบนี้ ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้นไปทำไม มันดีแล้วที่รุ่นพี่บีทำแบบนั้น ผมจะได้บอกตัวเองด้วยว่าให้ตัดใจ ลืมความรู้สึกนี้ไปเถอะ

เพื่อนโอบอกผมว่า...ถ้าตัดใจมันง่ายเหมือนตัดกระดาษ มันคงไม่มีหนังสือให้กำลังใจออกวางขายดาษดื่นแบบนี้หรอก มีทั้งให้กำลังใจในการใช้ชีวิต ความรัก ผมเองก็ลองไปยืนอ่านดูบ้าง แต่ไม่รู้สิ...มันไม่ได้ช่วยอะไรผมเลย แต่มันก็เป็นความรู้สึกส่วนบุคคล บางคนก็ชอบ รู้สึกได้รับกำลังใจ แต่สำหรับคนอย่างผมแล้ว...การกระทำมันไม่ได้ง่ายเหมือนความคิดหรอก

เวลาผมไปซ้อมที่ชมรม สิ่งที่ผมกับรุ่นพี่บีคุยกันคือเรื่องทฤษฎีการยิงธนู ทักษะที่ควรฝึกฝน สิ่งที่เป็นความรู้ล้วนๆในการพัฒนาตนเอง จบจากการฝึกแล้วก็จบไป ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำสิ่งที่ควรทำ ผมก็ฝึกยิงธนูไป ส่วนรุ่นพี่บีนั้นแยกออกไปนั่งคุยกับเพื่อนร่วมชมรม ปล่อยให้ผมทำอะไรของตัวเองไป

สุดท้ายหลังจากสอบวัดระดับจบลง ผมตัดสินใจเข้าไปคุยกับรุ่นพี่เอเพื่อขอลาออกจากชมรม ผมพูดความจริงครึ่งหนึ่ง ที่ว่าผมคิดว่าคงไม่เหมาะกับกีฬานี้เท่าไหร่ ผมอยากเข้าชมรมฟุตบอลหรือบาสเกตบอลมากกว่า หรือไม่ก็เบนเข็มไปทางดนตรีสากลอะไรแบบนั้น รุ่นพี่เอก็เข้าใจดี บอกว่าดีใจที่ได้ใช้เวลาด้วยกันนะ หวังว่าผมจะได้อะไรไปจากที่นี่ไม่มากก็น้อย ได้ชมรมใหม่แล้วก็แวะมาเยี่ยมกันก็ได้ ถ้าเข้าดนตรีสากล ก็มาเล่นเพลงกล่อมนักกีฬาให้หน่อยก็แล้วกัน

ตั้งแต่วันนั้น ชีวิตของผมกับรุ่นพี่บีก็เหมือนถนนคนละเส้น ความสัมพันธ์ของเราแตกหักด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง ที่ส่วนมากอาจเป็นเพราะสิ่งที่ผมทำ ทั้งผมและรุ่นพี่บีเหมือนคนไม่รู้จักกัน เหมือนว่าเราไม่เคยได้ใช้เวลาร่วมกันเลย

ผมไม่ได้เล่าเรื่องออกจากชมรมให้รุ่นพี่บีฟัง รุ่นพี่บีไม่เคยถามว่าผมออกจากชมรมทำไม เราไม่คุยกัน ไม่ทัก ไม่มองหน้า ไม่มีตัวตนในสายตาของกันละกัน ไม่สิ...รุ่นพี่บีมีตัวตนในสายตาของผมเสมอ อาจจะไกลไปหน่อย เพราะที่ข้างๆพี่เค้าไม่ใช่ที่สำหรับผม แต่ผมก็ยังอยากจะมองเห็นอยู่

แค่ได้ใกล้ก็ดีใจแล้ว...สำหรับผมมันไม่ใช่ การใกล้ใครที่เรารู้ว่าแค่ได้ใกล้เท่านั้นที่ทำได้ มันแสนจะทรมาน ผมเกลียดความรู้สึกนั้น มันก็คงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผมทำเป็นไม่รู้จักรุ่นพี่บีเช่นเดียวกัน

ยกเว้นวันสุดท้าย ที่ผมจะได้อยู่ในรั้วโรงเรียนเดียวกับรุ่นพี่บี

ผมไม่รู้ว่ารุ่นพี่บีไปเรียนต่อที่ไหน หรือเรียนต่อด้านอะไร จากการพูดคุยกันเมื่อครั้งก่อนที่นานมาแล้วนั้นทำให้ผมพบว่านอกจากชอบกินและเล่นเกมแล้ว รุ่นพี่บีก็ไม่ชอบอะไรอีกเลย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็รู้ว่ารุ่นพี่บีจะทำได้ดี และจะผ่านมันไปได้ตามแบบฉบับของรุ่นพี่บีเองนั่นแหละ

วันจบการศึกษาของรุ่นพี่มัธยมปลายปีสามนั้น ผมถือดอกคาร์เนชั่นสีขาวช่อเล็กๆมาโรงเรียนด้วย มันเป็นดอกไม้จากเงินเก็บของผมเอง ตอนแรกผมคิดจะซื้อช่อใหญ่ขนาดแปดดอก แต่พอคิดได้ว่ามันคงทำพี่เค้าไม่สะดวกหรือเกะกะ ผมเลยลดมาเป็นช่อที่เล็กที่สุดในร้านแทน

ผมเฝ้ารอเวลาที่สมควร ผมไม่รู้ว่ารุ่นพี่บีจะไปที่ไหนบ้างในวันนี้ เพื่อนโอบอกผมว่ารุ่นพี่บีอยู่ชมรมมาตั้งสามปี ยังไงก็ต้องมารำลึกความหลังกันบ้าง ที่ที่ผมรอจึงกลายเป็นม้านั่งไม้สีน้ำตาลเข้มในชมรม ข้างกายมีกระเป๋าหนังสือ ในมือมีช่อดอกไม้ ผมคิดเอาไว้แล้วว่าถ้ารุ่นพี่บีไม่มาที่นี่ ผมก็จะเก็บเจ้าดอกไม้นี้กลับบ้าน เอาไว้เตือนใจตัวเองว่าครั้งนึง ผมก็เคยซื้อดอกไม้ให้ใครสักคนเหมือนกัน

ผมนั่งอยู่ตรงนั้นนานมาก นานจนผมยอมแพ้ที่จะนั่งต่อไปเพราะคงไม่มีใครมาที่นี่แล้ว เพื่อนโอที่เป็นคนแนะนำมันยังไม่พารุ่นพี่เอมารำลึกความหลังอะไรของมันที่นี่เลย พอคิดแบบนั้นผมก็ตั้งใจจะกลับบ้าน...

ทำให้เดินออกมาเจอรุ่นพี่บีกำลังจะเดินเข้ามาพอดี

ผมเห็นรุ่นพี่บีชะงักไปเล็กน้อยที่เห็นผม แต่ก็ทำท่าเหมือนจะเดินต่อไป คราวนี้ผมไม่รู้จะทำเป็นมองไม่เห็นไปทำไมเพราะผมรอพี่เค้าอยู่ เลยตัดสินใจหันหลังกลับไป เรียกรุ่นพี่บีให้หยุดฟังผมสักนิด

รุ่นพี่บีหันกลับมามองผม ไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่แววตาก็ถามผมอยู่กลายๆว่าต้องการอะไร ผมจึงยื่นช่อดอกไม้ไปให้ บอกว่ายินดีด้วยนะครับ

รุ่นพี่บีจ้องมองมันนานนับนาที...

พร้อมกับสิ่งที่ทำผมหัวใจหยุดเต้น

น้ำตาของรุ่นพี่บี...ถึงแม้จะแค่หยดเดียว แต่มันก็คือน้ำตา

รุ่นพี่บีเอื้อมมือมารับดอกไม้ไป ก่อนจะพูดกับผมว่าขอบใจนะ ผมเองก็ตอบได้แค่คำว่าครับ รวมถึงการมองหน้ารุ่นพี่บีที่มีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า รอยยิ้มที่ผมไม่ได้เห็นมันมานานมากแล้ว


ได้ข่าวว่าอยู่ชมรมดนตรี เป็นยังไงบ้างล่ะ แล้วนี่เรียนเป็นไง ห้ามขี้เกียจนะรู้ไหม ทั้งหมดนั่นคือสิ่งที่บีไถ่ถามกับผมที่ตอบช้าจนเหมือนคนสมองไม่แล่น แต่มันก็ไม่แล่นจริงๆ ผมไม่รู้จะพูดจะตอบยังไง เราไม่ได้คุยกันมาตั้งนานแล้ว

และคำสุดท้ายระหว่างผมกับรุ่นพี่บี...

โชคดีนะ

รุ่นพี่บีบอกกับผมแบบนั้น

การสบตาครั้งสุดท้ายของเรา

รอยยิ้มครั้งสุดท้ายที่ผมได้เห็น


มันคือทั้งหมดในการตัดสินใจเลือกให้ช่วงเวลามัธยมปลายปีหนึ่งเป็นช่วงหนึ่งที่ผมได้ใช้เวลาไปอย่างคุ้มค่าที่สุดแล้ว

ผมได้เจอเพื่อนโอที่เป็นเพื่อนแท้ในชีวิตผมมาจนถึงทุกวันนี้ ได้รู้จักการยิงธนูที่มีประโยชน์เวลาเอาไปเขียนในช่องความสามารถพิเศษ ได้เจอรุ่นพี่เอที่สุดท้ายก็ยอมแพ้ลูกตื๊อของเพื่อนผม คบกันมาได้จนถึงทุกวันนี้ และ...ทำผมได้รู้จักคนที่ทำให้ผมได้รู้จักความรู้สึกที่ไม่เคยได้รู้จักมาก่อนในชีวิตนี้

สุข เศร้า เสียใจ อกหัก และ รัก

ที่ผมรู้ว่ามันคือความรัก

เพราะว่าในวินาที...ที่ผมกำลังพิมพ์ข้อความนี้

ผมยังคงรู้สึกเหมือนวันนั้น...วันผมที่ร้องไห้

มากกว่าเมื่อวานหรือวันไหน

มากกว่าช่วงเวลานั้น

มากกว่าตอนที่ผมพิมพ์ประโยคแรกในบทความนี้

มากกว่าทุกช่วงเวลาในอดีต...ที่เคยได้ใช้มา


(by real__pcy)
(last update : 16 aug 2017 , 20.23)











(สวัสดีครับ)

“...”

(ฮัลโหล)

“เอ่อ...ปาร์คชานยอล ใช่ไหม ?”

(ครับ ไม่ทราบว่านี่ใครครับ ?)

“พี่เอง...เอ่อ บยอนแบคฮยอน”

(...)

“สบายดีรึเปล่า ?”

(มีอะไรรึเปล่าครับ ?)

“อ่า...นั่นสินะ พี่...คือ...”

(...)

“เมื่อวันก่อนแจฮันส่งเมลมาให้พี่ หัวข้อว่าพี่ต้องอ่านมันให้ได้ ส่งมาในเมลงานเพราะรู้ว่าพี่ต้องอ่าน แล้วพี่ก็เพิ่งอ่านมันจบไปเมื่อชั่วโมงที่แล้ว ก่อนจะโทรมาหาเราเนี่ยแหละ”

(...)

“แจฮันส่งบทความการใช้ชีวิตในหัวข้อช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่เว็บไซต์ hear your heart จัดขึ้นเมื่อปีที่แล้วมาให้พี่ ที่พี่อ่าน...พี่อ่านของคนที่ชื่อ real_pcy น่ะ”

(ครับ...)

“พี่เข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่า ?”

(...)

“ชานยอล ?”

(ไม่ผิดครับ...พี่เข้าใจ...ถูกแล้ว)

“พี่ไม่รู้เลยว่าลู่หานกับเซฮุนคบกัน ฝากยินดีกับเซฮุนด้วยนะ บอกว่าพี่ขอทวงบุญคุณ ที่ไปคุยแลกคู่ฝึกยิงธนูให้ ไม่งั้นจีบไม่ติดหรอก”

(ครับ เอาไว้ผมจะบอกให้)

“...”

(ทะเลาะกันบ่อยอยู่ครับ แต่เซฮุนมันก็ง้อเก่ง)

“นั่นสินะ...”

(ครับ)

“...”

(...)

“พี่...ที่พี่โทรมาน่ะ พี่แค่อยากจะบอกอะไรเรา...บางอย่างที่เรา...คือ...พี่มีอะไรอยากจะบอกน่ะ ถ้าพี่ไม่ได้บอก...มันก็คงติดค้างกันไปตลอดชีวิต ถึงมันจะเป็นเรื่องที่ผ่านมานานมากแล้ว แล้วเราก็เขียนตั้งแต่ปีที่แล้วเนอะ แต่...แต่ถ้าพี่ไม่ได้พูด พี่คง...เสียใจ”

(...)

“พี่รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะมาพูดอะไรตอนนี้ แต่...พี่แค่อยากให้เรารู้เอาไว้”

(...)

“วันที่มีสอบวัดระดับยิงธนูน่ะ ตอนนั้นแจฮันมาสารภาพว่าชอบพี่ แต่พี่รู้ว่าเพื่อนพี่คนนี้มันก็แค่สับสน เราเถียงกันไม่หยุดเพราะมันบอกว่ามันชอบ แต่พี่บอกว่ามันไม่ได้ชอบ พี่เลยท้าให้มันจูบพี่ แล้วมันก็ทำ”

(...)

“พี่ได้กินไอศกรีมฟรีหนึ่งเดือนเลยนะ เพราะว่าพี่เป็นฝ่ายชนะ แจฮันบอกพี่ว่ามันไม่รู้สึกอะไรเลย ใจมันไม่เต้นเลยสักนิด”

(...)

“ที่เราบอกว่าเพิ่งรู้ตัวว่าชอบรุ่นพี่บีตอนนั้น พี่ว่ารุ่นพี่บีก็คงเข้าใจนะ ห้าในสิบของคนที่แอบชอบใคร ก็มักจะรู้ตัวตอนที่รู้อะไรเข้าแล้วหรือสิ่งที่เป็นอยู่มันไม่เหมือนเดิม อย่างรุ่นพี่บีที่โดนรุ่นน้องคนหนึ่งตีตัวออกห่าง ตอนนั้นรุ่นพี่บีรู้สึกแย่มากเลย ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ทำเป็นไม่รู้ว่าโดนเมินก็ทำไม่ได้ สุดท้ายพอคิดว่าตัวเองไม่สำคัญเลยสักนิดก็เลยสร้างอารมณ์โกรธเข้ามาแทนที่ ตัดความรู้สึกที่กำลังก่อตัวขึ้นให้ขาด”

(...)

“แต่รุ่นพี่บีก็มาแพ้ใจตัวเอง ตอนที่น้องคนนั้นเอาดอกไม้มาให้วันเรียนจบนั่นแหละ เอาแต่คิดว่าน้องยังมีเราอยู่ในความคิดอยู่นะ น้องไม่ได้เกลียดเรานะ ตอนนั้นน่ะ...รุ่นพี่บีดีใจจนร้องไห้ออกมาเลย”

(...)

“พี่น่ะ...รู้สึกดีกับเรานะ ชานยอล”

(...)

“ขอบใจนะ สำหรับอะไรหลายๆอย่างที่เรามอบให้พี่ ถ้าเป็นพี่...ก็คงเขียนตอนที่ได้เจอกับรุ่นน้องตากลมๆ คนที่มองพี่เหมือนเอ็นดูตลอดเวลาทั้งที่พี่แก่กว่านั่นแหละ”

(...)

“ขอให้มีความสุข แล้วก็ดูแลตัวเองด้วยนะ”

(...)

“ที่พี่อยากจะบอก...ก็มีแค่นี้แหละ”

(เดี๋ยวก่อนครับ !)

“...”

(พี่...ทำงานรึยัง ?)

“...”

(หมายถึงอาชีพ...)

“อ๋อ ทำแล้ว...พุธถึงอาทิตย์”

(ผม...ผมอยู่ปีสี่)

“...”

(อยากได้ที่ปรึกษาทำวิจัย...)

“จริงเหรอ ?”

(จริงครับ)

“พี่....คงช่วยไม่ได้...”

(...ขอโทษครับ ผม...)

“...”

(เรื่องมันก็นานมากแล้ว อย่างที่พี่บอกผมนั่นแหละ)

“เดี๋ยวสิชานยอล พี่เรียนศิลปะมา วิจัยอะไรไม่รู้เรื่องหรอก”

(ศิลปะ ?)

“เรื่องมันยาวน่ะ แต่พี่เก่งนะ”

(ผม...อยากฟัง)

“...”

(พี่อยากเล่าให้ผมฟังไหม ?)

“อยากสิ ต้องอยากอยู่แล้ว”

(ผมมีเรียนวันจันทร์ครึ่งวัน วันนั้นเรามาเจอกันได้ไหมครับ ?)

“เอาสิ ที่ไหนล่ะ ?”

(ที่ที่เราเคยไปกินไอศกรีมด้วยกัน...พี่จำได้ไหมครับ ?)

“จำได้สิ งั้น...บ่ายโมงนะ ?”

(ครับผม)

“...”

(...)

“...”

(คือผม...อยากให้พี่รู้เอาไว้ก่อน ก่อนที่เราจะเจอกัน)

“...”

(พี่ได้อ่าน...ช่วงสุดท้ายของบทความไหมครับ ?)

“อ่านสิ สองรอบเลย”

(ผม...อยากบอกพี่ว่า ถึงเรื่องของเรามันจะผ่านมาหกปีแล้ว ถึงผมจะเขียนมันเอาไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว)

“...”

(แต่ผมยังรู้สึกกับพี่เหมือนเดิมนะ)

“...”

(มันไม่เคยเปลี่ยนไปเลย)

“...”

(ผมไม่ได้อยากให้พี่อึดอัด แค่อยากให้พี่รู้ว่าผมอยากเจอพี่ด้วยความรู้สึกแบบไหน แต่ถ้าพี่ไม่ได้ใจตรงกันกับผม พี่ช่วยบอกผมให้—)

“ถ้าใจพี่ไม่ตรงกับเรา...พี่คงไม่โทรมาแบบนี้หรอกนะ พี่คงจะปล่อยให้มันกองๆอยู่ตรงนั้น สักที่นึงในความทรงจำของพี่นั่นแหละ”

(...)

“หนึ่งชั่วโมงที่ใช้ไปกับการหาเบอร์เราเนี่ย ปวดหัวมากเลยรู้ไหม”

(พี่แบคฮยอน...)

“...”

(ผมอยากเจอพี่...ตอนนี้เลย)

“อยู่ไหนล่ะ ?”

(กำลังจะผ่านน้ำพุตรงแสควร์ครับ เจอตรงนั้นได้ไหม พี่อยู่แถวนี้รึเปล่า หรือว่าจะเปลี่ยนที่ก็ได้นะครับ ผมไปได้ทุกที่เลย)

“ตรงนั้นก็ได้ ประมาณครึ่งชั่วโมงนะ”

(ถ้า...ถ้า...)

“...”

(ถ้าเจอกันแล้วผมกอดพี่ พี่อย่าตกใจนะ)

“จะตกใจอะไรล่ะ...”

(...)

“พี่ก็จะกอดเราเหมือนกัน”












**********
16 aug 2017 , 20.23 ก็คือเวลาที่เขียนเรื่องนี้จบเลยค่ะ
ให้น้องลองอ่านดูแล้วได้รับคอมเมนต์ว่าอ่านแล้วเหนื่อย
ตรงช่วงของบทพูด เพราะว่ามันต้องคิดตามตลอดเวลา
ตอนนั้นคงคิดจะแก้ ก็เลยเก็บไว้จนลืมเลยค่ะ
เมื่อวันศุกร์รื้อไฟล์ ก็เลยเจอ
พอเอามาอ่านอีกที ก็คิดถึงความตั้งใจแรก
ว่าเราจงใจให้มีบรรยายอย่างเดียว แล้วก็บทพูดอย่างเดียว
ในแต่ละช่วงเวลาที่เกิดขึ้น ก็เลยไม่ได้แก้อะไรเลย

ถึงจะอ่านแล้วเหนื่อยไปหน่อย แต่ก็ขอบคุณมากนะคะ
: )

Reply · Report Post